ความเคลื่อนไหวที่สะเทือนวงการหนังที่สุดในช่วงล็อกดาวน์อันเงียบเหงานี้ คงหนีไม่พ้นงานประกาศรางวัลออสการ์ (Oscars) ประจำปี 2021 ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนี้เป็นที่จับตามองของคนในวงการภาพยนตร์ทั่วทั้งโลก เนื่องจากมีภาพยนตร์เกาหลี “Minari” เข้าชิงด้วยถึง 6 สาขา ตามรอยความสำเร็จของเพื่อนร่วมชาติอย่าง “Parasite” ที่เพิ่งชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปเมื่อปี 2020 อย่างไรก็ตาม Minari กลับพลาดรางวัลสูงสุดแห่งปีไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ตามไปอ่านเรื่องราวของหนังที่เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งการเริ่มต้นของชาวเอเชียได้ในบทความนี้เลยครับ

คำเตือน: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาจากหนัง Minari (สปอยล์)

บทเรียนชีวิตของคนต่างชาติบนแผ่นดินห่างบ้านเกิด ใน “Minari”

Minari เป็นภาพยนตร์ดราม่าสัญชาติอเมริกัน-เกาหลี แนว Slice of Life / Coming of Age บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวชาวเกาหลีที่อพยพมาตั้งรกรากที่รัฐอาร์แคนซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 1980 พร้อมความหวังว่าแผ่นดินใหม่นี้จะเติมเต็มความฝันของการมีชีวิตอยู่ให้พวกเขาได้มากกว่าบ้านเกิด โดยครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย เจคอบ (สามี) โมนิกา (ภรรยา) แอนน์ (ลูกสาวคนโต) และเดวิด (ลูกชายคนเล็ก) คู่สามีภรรยา เจคอบและโมนิกานั้นเลี้ยงลูกทั้งสองด้วยการทำงานเป็นพนักงานแยกเพศไก่ที่โรงงานคัดแยกลูกเจี๊ยบ แต่ตัวเจคอบเองมองว่าการเป็นลูกจ้างคนอื่นไปเรื่อย ๆ นั้นไม่อาจทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จไปมากกว่านี้ได้ เขามีอีกความฝันหนึ่งก็คือการเป็นเจ้าของสวน และทำกิจการส่งพืชผักออกขาย นั่นเป็นเหตุผลที่เขาพาครอบครัวย้ายจากแคลิฟอร์เนียร์มาที่อาร์แคนซัส เพื่อที่จะได้ซื้อที่ดินในราคาถูกกว่า และทำตามความฝันที่อยากเป็นเจ้านายตัวเองให้สำเร็จ

ทั้งเจคอบและโมนิกาต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูก ๆ ทั้งสอง โมนิกาจึงให้ “ซุนจา” แม่ของตัวเองซึ่งเป็นคนเกาหลี เดินทางมาอยู่ด้วยกันที่บ้านในรัฐอาร์แคนซัส เพื่อช่วยดูแลเด็ก ๆ ระหว่างที่ทั้งคู่ไม่อยู่ ทว่าลูกสาวกับลูกชายอย่างแอนน์และเดวิด กลับไม่ค่อยชอบคุณยายผู้มาใหม่เท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกับเด็กชายเดวิดที่ออกอาการต่อต้านมากกว่าใคร เนื่องจากเขาเติบโตมาในสังคมอเมริกัน ถูกเลี้ยงดูมาแบบอเมริกัน (แม้ว่าพ่อแม่จะเป็นชาวเกาหลีก็ตาม) ทำให้เดวิดมองว่าคุณยายซึ่งมาจากต่างชาติ แถมยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้นั้น มีความเป็น “คนเกาหลี” มากเกินไป ซึ่งน้องก็คงไม่ได้ตั้งใจจะเหยียดเชื้อชาติหรืออะไรหรอกนะครับ แต่พี่ป๊อบคิดว่าผู้กำกับตั้งใจสะท้อนเรื่องของความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมมากกว่า

Minari ดำเนินเรื่องแบบเนิบ ๆ ค่อย ๆ เล่าเรื่องราวของครอบครัวลีในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งการอยู่ร่วมกันของวัฒนธรรมทั้งสองชาติ การปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ การพยายามดิ้นรนมีชีวิตรอดในต่างแดน การไล่ตามความฝัน และนิยามของ “ความสำเร็จ” ที่แตกต่างกันของแต่ละตัวละคร โดยชื่อเรื่อง “มินาริ (Water Celery)” นั้นมาจากชื่อสมุนไพรพื้นบ้านของเกาหลี มีใบสีเขียว กลิ่นแรงคล้ายผักชี และมีลักษณะเด่น คือ เวลาโรยเมล็ดเพื่อปลูกครั้งแรกจะไม่ค่อยเจริญเติบโตเท่าไหร่นัก แต่จะงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไปหลังจากผลัดใบครั้งแรก ผู้กำกับ Lee Isaac Chung จึงตั้งใจเปรียบเทียบลักษะเด่นของมินาริแทนความยากลำบากของพ่อแม่ หรือคนรุ่นก่อน ที่พยายามก่อร่างสร้างตัวเพื่อให้ครอบครัวและคนรุ่นหลังได้มีชีวิตสบาย เช่นเดียวกับเรื่องราวของเจคอบ และความฝันที่อยากจะเป็นมากกว่าคนงานแยกเพศลูกเจี๊ยบ ก็เพื่อชีวิตที่ดีของลูก ๆ ในอนาคตนั่นเอง

หนังดีขนาดนี้ ทำไม Minari ไม่ได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก Oscar?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ออสการ์นั้นให้คะแนนภาพยนตร์แต่ละเรื่องด้วยการให้สมาชิก AMPAS ซึ่งเป็นองค์กรส่งเสริมศิลปะและวิทยาศาสตร์ในวงการ Motion Picture ลงคะแนนโหวต หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ให้ผู้ทรงคุณวุฒิในวงการมาลงคะแนนสำหรับหนังแต่ละเรื่อง เหมือนการเลือกตั้งนั่นแหละครับ เพียงแค่คนที่มีสิทธิ์ได้เลือกนั้นต้องเป็นคนที่เคยมีผลงาน มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ หรือได้ทำประโยชน์ให้กับวงการภาพยนตร์มานานเท่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลาย ๆ คนอาจเคยนั่งดูหนังที่ชนะรางวัลออสการ์ แล้วคิดกับตัวเองว่า “นี่มันหนังอะไรเนี่ย ดูไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย” เพราะภาพยนตร์เหล่านั้นก็เหมือนกับศิลปะที่ถูกเลือกมาจากศิลปิน การตีความภาพ การเข้าใจข้อความที่หนังต้องการจะสื่อ จึงแตกต่างออกไปตามประสบการณ์ที่สั่งสมมานั่นเองครับ

Minari เคยชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ม และภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมมาแล้ว จากเวที Sundance Film Festivel และลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globe Awards แต่กลับพลาดไปไม่ถึงรางวัลสูงสุดอย่างออสการ์ ส่วนหนึ่งพี่ป๊อบคิดว่าเป็นเพราะตัวหนังนั้นสะท้อนชีวิต แต่ไม่ได้สะท้อนสังคมครับ การนำเสนอเรื่องราวของคนเกาหลีที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากที่อเมริกา จริง ๆ แล้วก็ยังมีมุมมองของ “ความลำบาก” ในสังคมแบบอื่น ๆ ที่สามารถหยิบยกมาสอดแทรกได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเหยียดเชื้อชาติ (Racism) การโดนกลั่นแกล้ง (Bullying) ตลอดจนทัศนคติที่คนอมเริกันมีต่อชาวอพยพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกได้ว่าแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในบริบทสังคม ณ ขณะนั้น ในช่วงปี 1980 ซึ่งสังคมอเมริกันยังไม่ได้เปิดกว้างให้ชาวต่างชาติอย่างเต็มที่ แตกต่างจาก Parasite ของบงจุนโฮ ที่สะท้อนทั้งชีวิตและสังคมออกมาได้อย่างหมดจด

ประเด็นที่เห็นว่า Minari พยายามนำเสนออย่างชัดเจนนั้นมีเพียง “ปิตาธิปไตย” หรือสังคมชายเป็นใหญ่ อันทำให้เกิดค่านิยมเป็นพิษที่กดทับผู้ชาย (Toxic Masculinity) ขึ้นมา เช่น ห้ามอ่อนแอ ห้ามร้องไห้ ต้องเข้มแข็ง เป็นเสาหลักให้ผู้หญิงและเด็กที่อ่อนแอกว่า เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นได้จากฉากที่เจคอบพาลูกชายไปที่ทำงานด้วย เมื่อเดวิดเห็นควันจากปล่องไฟโรงงานจึงถามพ่อว่าปล่องนั้นใช้เผาอะไร และเจคอบตอบเขาว่า นั่นเป็นปล่องควันที่เอาไว้ใช้เผาลูกเจี๊ยบตัวผู้ เพราะมันไม่สามารถนำไปเลี้ยงให้เติบโตจนออกไข่เป็นประโยชน์ได้แบบตัวเมีย จึงจำเป็นต้องถูกกำจัด และเราในฐานะมนุษย์ผู้ชายก็เช่นกัน หากไม่ทำตัวให้มีประโยชน์ ก็จะถูกกำจัดเช่นเดียวกับลูกเจี๊ยบนั่นเอง เหตุการณ์นี้เป็นฉากที่เชื่อมโยงกับในช่วงสุดท้ายของหนัง เมื่อเจคอบไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวด้วยสวนผักของเขาได้ โมนิกาจึงตัดสินใจจะเลิกกับเขาและพาลูก ๆ กลับแคลิฟอร์เนียร์

ถึงแม้จะเป็นประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า “Toxic Masculinity” นั้นเป็นแนวคิดที่มีให้เห็นในหนังทั่ว ๆ ไป ไม่ได้แปลกใหม่หรือเฉพาะทางเป็นพิเศษ บวกกับเมื่อมองถึงบริบทสังคมอเมริกาในยุค 1980 แน่นอนว่าปิตาธิปไตยย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เรียกว่า “เจ๋ง แต่ยังไม่โดน” ก็ว่าได้ครับ ด้วยเหตุนี้ Minari จึงต้องพลาด Best Picture หรือรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีให้กับ Nomadland ของผู้กำกับ Chloé Zhao ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ยังดีที่นักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง “ยุน ยอจอง” (รับบทเป็นคุณยายซุนจา) ยังคว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมไว้ได้ ก็ถือว่าไม่ได้กลับบ้านมือเปล่านะครับ

ถึงแม้จะเดินตามรอยเท้า Parasite ไม่สำเร็จ แต่พี่ป๊อบเชื่อว่าทุกคนที่ได้มีโอกาสดู Minari คงเห็นพ้องต้องกันว่าหนังเกาหลีเรื่องนี้ได้ประสบความสำเร็จในแบบของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ในฐานะของหนังครอบครัวที่มีกลิ่นอายความเป็นเอเชียร้อยเปอร์เซ็นต์ หนัง Coming of Age ที่ทำให้เราย้อนกลับไปชื่นชมคนรุ่นเก่า และหนัง Slice of Life ที่อาจทำให้ใครบางคนมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อความฝันมากกว่าเดิม

สำหรับใครที่อ่านบทความนี้แล้วอยากไปติดตามดู Minari ช่วงล็อกดาวน์แบบนี้อาจจะต้องภาวนาให้ลงแอปสตรีมมิงกันไปก่อน แต่ถ้าหมดล็อกดาวน์เมื่อไหร่ พี่ป๊อบคาดว่าทางโรงภาพยนตร์น่าจะนำหนังที่ได้รางวัลออสการ์กลับมาฉายให้ดูกันอีกรอบแน่นอนครับ (ปีก่อน ๆ ก็นำมาฉายใหม่เช่นกัน) ส่วนใครที่รอไม่ไหว ร่างกายคิดถึงโรงหนังใจจะขาด ก็อ่านรายชื่อหนังใหม่รายเดือนรอไปก่อนนะครับ พฤษภาคมนี้เรียกได้ว่าเป็นชุมนุมหนังสยองขวัญเลยทีเดียว ทั้ง Spiral: From the Book of Saw, The Dark and the Wicked และ A Quiet Place Part II และถ้าหากมีเวลา พี่ป๊อบก็จะมารีวิวหนังชนโรงให้อ่านกันเช่นเคยครับ ^^