กลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ดังไปทั้งฮอลลีวูด เมื่อ Scarlett Johansson นักแสดงสาวชาวอเมริกันที่เราคุ้นเคยกันดีในบทบาท นาตาชา โรมานอฟฟ์ จากแฟรนไชส์หนังซุปเปอร์ฮีโร่ Marvel ตัดสินใจฟ้องร้องค่ายต้นสังกัดอย่าง Disney เหตุเพราะความขัดแย้งทางผลประโยชน์ แถมยังประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กว่า 10 ปีกับ Marvel จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย บ้างก็ว่านักแสดงสาวเป็นคนเนรคุณ บ้างก็ว่าทางค่ายหน้าเลือดเกินไป เบื้องลึกเบื้องหลังของการฟ้องร้องครั้งนี้เป็นยังไง พี่ป๊อบจะพาไปย้อนดูเรื่องราวที่ผ่านมากันครับ

The Walt Disney Studio นายทุนผู้ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านเทพนิยาย

เชื่อว่าทุกคนคงจะรู้จัก Disney ในฐานะตัวแทนของโลกแห่งเทพนิยายและความฝันของเด็ก ๆ เป็นสตูดิโอที่ยิ่งใหญ่ชนิดที่ว่า เพียงแค่เริ่มต้นภาพปราสาทริมน้ำกับโลโก้มา ก็มั่นใจได้แล้วว่าหนังเรื่องนั้นจะต้องสนุกแน่นอน ที่ผ่านมาดิสนีย์พยายามสื่อสารภาพลักษณ์ของตัวเองออกมาให้ดูสดใส สร้างสรรค์ ชวนฝัน เช่นเดียวกับแอนิเมชันหลาย ๆ เรื่องที่ผลิตโดยค่ายนี้ แต่ถ้าตัดภาพมาที่โลกความเป็นจริง ตัวตนของดิสนีย์นั้นถือว่าเป็น นายทุน ที่มีกำลังการลงทุนและอิทธิพลมากจนแทบจะครองฮอลลูวีดอยู่แล้ว แถมยังเป็นเจ้าของสตูดิโอแอนิเมชันและค่ายหนังชื่อดังอีกมากมาย เช่น 21th Century Fox, National Geographic และ Pixar เป็นต้น

ความเป็นนายทุนของ Disney นี่แหละครับที่บางครั้งก็ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งด้านผลประโยชน์อยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะกับพนักงานลูกจ้างตัวเล็กจ้อย หรือนักแสดงในสังกัดก็ตาม แต่คราวนี้คงต้องบอกว่าถึงคราวซวยของดิสนีย์อยู่หน่อย ๆ เพราะ Scarlett Johansson ไม่ใช่แค่นักแสดงธรรมดา แต่เป็นนักแสดงระดับซุปตาร์ของฮอลลีวูดเลยทีเดียว

จุดแตกหักระหว่าง Scarlett Johansson กับ Disney

ชนวนของเรื่องดราม่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อดิสนีย์ประกาศนำหนัง Black Widow มาลงบนแอปสตรีมมิง Disney+ ผ่านระบบ Premiere Access ซึ่งเป็นระบบที่ให้ผู้ใช้งานสามารถดูหนังชนโรงได้ โดยจ่ายเงินเพิ่มประมาณ 30$ หรือประมาณ 1,000 บาทไทย (จ่ายครั้งเดียวดูได้ทุกเรื่องที่ฉายอยู่ในโรง) หนังเรื่องนี้เป็นที่รอคอยแฟน ๆ ทั่วโลกแบบเรียกได้ว่านั่งนับวันรอดู เพราะนอกจากจะเป็นหนังภาคแรกของ MCU Phase 4 แล้ว ยังเป็นหนังภาคแยกของซุปเปอร์ฮีโร่ที่หลายคนหลงรักอย่าง นาตาชา โรมานอฟฟ์ หรือ แน็ต ชื่อเล่นที่กัปตันอเมริกาและไอรอนแมนชอบเรียกนั่นเอง

เดิมที Marvel ตั้งใจจะฉาย Black Widow ในเดือนพฤษภาคม 2020 แต่โชคร้ายที่ดันติดสถานการณ์โควิดเสียก่อน หนังที่แฟน ๆ ตั้งตารอมากที่สุดจึงถูกเลื่อนกำหนดฉายออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ฉายจริงในวันที่ 9 กรกฎาคม 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับว่าถูกเลื่อนฉายนานถึง 1 ปี 2 เดือน ดองกันจนเน่าแทบจะเป็นปุ๋ยเลยทีเดียว

แต่เมื่อกำหนดฉายจริงมาถึง ปรากฎว่าสถานการณ์โรคระบาดก็ยังไม่ดีขึ้นขนาดนั้น แม้ประเทศส่วนใหญ่ทางตะวันตกจะได้วัคซีนและคนเริ่มออกจากบ้านใช้ชีวิตปกติกันแล้วก็ตาม ดิสนีย์เองก็คงเล็งเห็นตรงนี้ ประกอบกับต้องการดึงคนมาใช้งานแอปของตัวเองเพิ่มขึ้น จึงตัดสินใจเอา Black Widow ลงสตรีมมิง Disney+ ตามรอยหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ถูกเลื่อนฉายเพราะโควิดเหมือนกัน อย่าง Cruella และ Jungle Cruise

จุดแตกหักมันอยู่ตรงนี้นี่แหละครับ เพราะตามสัญญาที่ Scarlett Johansson เซ็นกับไว้กับทาง Marvel Studios หนัง Black Widow ต้องเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น และเธอจะได้ส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากจำนวนตั๋วที่ขายได้ เป็นการทดแทนค่าตัวนักแสดงที่ทางค่ายเสนอให้น้อยกว่าปกติ แต่พอหนังฉายจริง ดิสนีย์กลับเอาลงสตรีมมิงในวันเดียวกับการเข้าฉายในโรงซะอย่างนั้น ไม่ได้ถามสุขภาพโจแฮนส์สันสักคำว่าโอเคหรือเปล่า

สุดท้ายนักแสดงสาวก็ตัดสินใจยื่นฟ้อง โดยทนายกล่าวว่าการละเมิดสัญญาของดิสนีย์ทำให้เธอสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้จากการขายตั๋วชมภาพยนตร์ไปมากกว่า 50 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และยังประกาศตัดความสัมพันธ์กับค่ายหนูผี ไม่ขอรับบทนาตาชา โรมานอฟฟ์ อีกต่อไป ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของดิสนีย์ เพราะโจแฮนส์สันแสดงในบทบาทนี้มามากกว่า 10 ปี แถมตัวละครนาตาชา ตามเนื้อเรื่องยังเป็นสมาชิกรุ่นแรกของ The Avengers ด้วย

การฟ้องร้องอาจไม่จบที่ Scarlett Johansson แค่คนเดียว?

แน่นอนว่าการตัดความสัมพันธ์ของ Scarlett Johansson ไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียตัวละครนาตาชาในภาพจำของแฟนหนังทุกคนไป แต่ยังนับว่าเป็นการสูญเสียนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่งของค่ายอีกด้วย เพราะตัวโจแฮนส์สันเองก็เป็นดาราดังระดับแนวหน้าของฮอลลีวูด เคยสะสมชื่อเสียงมากับงานแสดงมากมาย เช่น Lost in Translation, Lucy, The Other Boleyn Girl เป็นต้น การลุกขึ้นมาประกาศฟ้องค่ายยักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์ของเธอทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในหมู่นักแสดงคนอื่น ๆ พอสมควร

แม้แต่ Kevin Feige โปรดิวเซอร์และหัวหน้าทีม Marvel Studios ก็ยังออกมาให้การสนับสนุนการฟ้องร้องของนักสแดงสาวด้วย โดยเขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวบันเทิงเป็นทำนองว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำแบบนี้ของดิสนีย์ และตอนที่มีการหารือกันเกี่ยวกับวันฉายของ Black Widow บอสของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ก็ได้ให้คำแนะนำกับทางค่ายต้นสังกัดไปแล้วว่าไม่ควรให้มีเรื่องบาดหมางกัน เพราะโจแฮนส์สันถือเป็นนักแสดงออริจินัลคนหนึ่งในจักรวาล MCU

การฟ้องร้องของโจแฮนส์สันทำให้นักแสดงคนอื่น ๆ ที่เคยโดนดิสนีย์กระทำในลักษณะคล้าย ๆ กัน อย่างกรณีของหนัง Cruella ก็โดนสอยจากโรงภาพยนตร์มาลงสตรีมมิงเหมือนกับ Black Widow หลังจากมีข่าวการฟ้องร้องออกมา Emma Stone นักแสดงนำของเรื่องก็กำลังพิจารณาจะฟ้องดิสนีย์ข้อหาละเมิดสัญญาเช่นกัน รวมถึง Emily Blunt จากหนัง Jungle Cruise และหนักกว่านั้นอาจลามไปถึงค่ายแอนิเมชันลูกอย่าง Pixar ที่หนัง Luca ก็เพิ่งโดนดิสนีย์กระทำแบบเดียวกันด้วย

เห็นชื่อนักแสดงที่กำลังพิจารณาจะฟ้องแล้วก็บอกได้คำเดียวว่า “พัง” ครับ แต่ละคนเป็นระดับบิ๊กสตาร์ทั้งนั้น งานนี้ก็ต้องรอดูท่าทีของดิสนีย์ต่อไป ว่าจะยอมคืนผลประโยชน์กลับไปให้นักแสดงบ้างไหม หรือจะโนสนโนแคร์ตามประสานายทุน แล้วปล่อยให้กรรมตกมาอยู่ที่คนดูอย่างพวกเราแทน

ไม่ใช่ครั้งแรก Disney เคยมีกรณีเอาเปรียบลูกจ้างมาแล้วในอดีต

ข่าวของ Scarlett Johansson อาจจะทำให้ใครหลาย ๆ คนเริ่มเห็นอีกมุมของดิสนีย์ที่ไม่ได้สวยหรูแฟนตาซีแบบภาพลักษณ์ที่แสดงออก แต่หารู้ไม่ครับว่าจริง ๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ค่ายหนังสัญชาติอเมริกันโดนลูกจ้างในสังกัดตัวเองฟ้องเนื่องจากความไม่ลงรอยกันทางผลประโยชน์

ก่อนหน้านี้เหตุการณ์ที่เคยเป็นข่าวดังมาแล้วก็มีกรณีของ Adriana Caselotti นักร้องสาวเจ้าของเสียงพากย์ Snow White เวอร์ชันการ์ตูนเมื่อปี 1937 ที่นอกจากจะไม่ได้รับเครดิตอะไรเลยในการพากย์เสียงครั้งนั้น เธอยังได้รับค่าจ้างทั้งหมดเพียงแค่ 970$ (ประมาณ 32,000 บาท) และถูกห้ามไม่ให้ใช้เสียงในการพากย์หรือร้องเพลงให้การ์ตูนเรื่องอื่นอีก เพราะดิสนีย์ต้องการให้เสียงของเธอเป็นออริจินัลเฉพาะสโนไวท์เท่านั้น ทำให้อาเดรียน่าประสบกับความยากลำบากอย่างมากในเส้นทางอาชีพนักร้องนักแสดง

กรณีคล้ายกันนี้เกิดขึ้นกับ Peggy Lee นักร้องที่ให้เสียงพากย์เป็น Peg จาก Lady and the Tramp ซึ่งดิสนีย์ไม่ยอมแบ่งส่วนแบ่งใดๆ ให้เธอเลย แม้ว่าการ์ตูนจะประสบความสำเร็จมากก็ตาม

นอกจากนั้น ดิสนีย์ยังเคยเจอกับเหตุการณ์ที่ชื่อว่า “Animators’ Strike” เป็นเหตุการณ์ที่นักวาดและนักทำแอนิเมชันในเครือจำนวนมากออกมาประท้วงเนื่องจากอัตราค่าจ้างที่พวกเขาได้นั้นต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับงานและความไม่มั่นคงในอาชีพที่ได้รับ เมื่อรวมกับข่าวฉาวกรณีอื่น ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับผู้กำกับ นักแสดง และแอนิเมเตอร์อีกหลายคน จึงอาจสรุปได้ว่าดิสนีย์ไม่ใช่องค์กรที่สดใสเต็มไปด้วยเทพนิยายแบบในภาพลักษณ์ที่ตัวค่ายอยากให้ผู้คนรับรู้แน่นอน ดังนั้นใครที่กำลังผิดหวังกับการลาบทบาทของ Scarlett Johansson ก็ไม่ต้องเศร้าไปนะครับ พี่ป๊อบเชื่อว่าเธอยังมีโอกาสในวงการบันเทิงอีกมาก เผลอ ๆ อาจจะได้ไปเฉิดฉายในจักรวาลซุปเปอร์ฮีโร่ค่าย DC แบบเดียวกับผู้กำกับ James Gunn ที่เคยโดนไล่ออกจากดิสนีย์ก่อนหน้านี้ก็เป็นได้