ได้ยินข่าวแว่ว ๆ มาว่า Avatar 2 กำลังอยู่ในกระบวนการสร้าง และถึงแม้ว่าวันฉายจะถูกดีเลย์จากธันวาคม 2021 ไปเป็นธันวาคม 2022 แต่ก็ถือว่าไม่นานเกินรอ อีกอึดใจเดียวเราก็จะได้ชมเรื่องราวภาคต่อของสงครามระหว่างชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นบนดวงจันทร์เรืองแสง รวมถึงเรื่องราวความรักทั้งในมิติของมนุษย์กับชาวนาวี และชาวนาวีกับผืนป่าของพวกเขา เนื่องในโอกาสคิดถึงผลงานหนังของป๋าเจมส์ คาเมรอน วันนี้พี่ป๊อบจึงจะพามาวิเคราะห์ธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ใจในดาวแพนดอร่ากันครับ ขอบอกว่าพืชทุกชนิด สัตว์ทุกตัวนั้นไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาแบบไก่กา แต่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์รองรับนะเออ

ดวงจันทร์อันเต็มไปด้วยชีวิต

แพนดอร่า เป็นดาวสมมติดวงหนึ่งในจักรวาลอวตาร จะเรียกว่าเป็นดาวเคราะห์เหมือนโลกก็ได้ แต่จริง ๆ แล้วมันคือดวงจันทร์ของอีกระบบสุริยะที่ใกล้เคียงกับเราครับ หากถามว่าเป็นดวงจันทร์แล้วไม่นับเป็นดาวเคราะห์เหมือนโลกของเราเหรอ? ก็คงต้องตอบว่าเหมือนครับ ในแง่ที่มันเป็นดาวที่ไม่มีแสงในตัวเอง และต้องอาศัยแสงจากดาวฤกษ์ หรือก็คือดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน แต่การที่แพนดอร่าเป็นดวงจันทร์ นั่นหมายความว่ามันอยู่ในวงโคจรของดาวอื่นอีกที ทำให้ได้รับแสงน้อยกว่า เนื่องจากดาวบริวารมักจะถูกเงาของดาวหลักบดบัง การได้รับแสงอาทิตย์น้อย (แต่ก็ยังเพียงพอให้สิ่งมีชีวิตเติบโตได้) ส่งผลให้พืชและสัตว์บนดาววิวัฒนาการสิ่งที่เรียกว่า “Bioluminescence (การเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต)” ขึ้น ทิวทัศน์ของแพนดอร่าที่เราได้เห็นในหนังจึงสวยงามและเต็มไปด้วยสีสัน โดยเฉพาะในตอนกลางคืนที่ป่าทั้งป่าจะเหมือนกับประดับไฟอย่างตระการตาทีเดียว

เมื่อพูดถึงระบบนิเวศบนดาวแพนดอร่า ด้วยความที่มันเป็นดาวเคราะห์ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นดาวแฝดของโลก เจมส์ คาเมรอนจึงตั้งใจทำออกมาให้ดูคล้ายคลึงกัน เห็นได้ชัดจากป่าไม้ที่เป็นสีเขียวขจี ซึ่งถ้าหากว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว พืชพันธุ์บนดาวอื่นนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นสีเขียวเหมือนโลกนะครับ อาจจะเป็นสีม่วงแดง ฟ้า หรือสีไหนก็ได้บนสเปกตรัม ขึ้นอยู่กับว่าดาวนั้นสามารถรับคลื่นแสงได้ดีที่สุดในระยะไหน ต้นไม้ที่ใช้การสังเคราะห์แสงสร้างอาหารส่วนใหญ่ก็จะมีสีตามคลื่นแสงที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับก็ยังเลือกใช้สีเขียว เพราะต้องการให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกของเรานั่นเอง

สิ่งที่แพนดอร่าแตกต่างจากโลกก็คือ “แรงโน้มถ่วง” การมีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่า ทำให้พืชและสัตว์สามารถเติบโตได้มีขนาดใหญ่กว่า รวมถึงทำให้เกิดสภาพภูมิประเทศแบบ “ภูเขาลอยฟ้า (Floating Mountains)” มีลักษณะเป็นภูเขาหินขนาดย่อมลอยอยู่กลางอากาศ ด้านบนมี แหล่งน้ำ เถาวัลย์และพืชพันธุ์เฉพาะถิ่นเติบโต รวมถึงเป็นที่อยู่ของสัตว์ปีกอย่าง “แบนชี” หรือที่เรารู้จักกันในภาษานาวีว่า “อิกราน” สัตว์นักล่าที่เป็นทั้งพาหนะสำคัญ และพิธีกรรมทดสอบความกล้าของชาวนาวี ซึ่ง “ฮัลเลลูจา” หรือภูเขาลอยฟ้านี้ บนโลกเราจริง ๆ ก็มีสถานที่คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือ อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย ที่ประเทศจีนครับ

ป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์หกขา

บนดาวโลก สัตว์แทบทุกสปีชีส์มักจะวิวัฒนาการตัวเองตามถิ่นที่อยู่อาศัย เพื่อให้มันมีชีวิตในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นในป่า บนฟ้า ภูเขา หรือมหาสมุทร ใน Avatar เองก็เช่นกันครับ แต่ด้วยความที่เนื้อเรื่องในภาคแรกโฟกัสไปที่เผ่าโอมาติคายา เผ่าของนางเอกที่อาศัยอยู่ในป่าเป็นหลัก ทำให้สัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่เราได้เห็นในหนังก็จะเป็นสัตว์ป่าเสียส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าตัวโตกว่าปกติ และมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจหลายอย่าง เพื่อทำให้พวกมันมีชีวิตอยู่รอดในสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของแพนดอร่า เช่น วิวัฒนาการลักษณะภายนอกให้ดูเป็น “Plant-like” หรือเหมือนพืชให้มากที่สุดเพื่อใช้พรางตัว สัตว์หลาย ๆ ชนิดมีดวงตามากกว่า 2 ดวงเพื่อการมองเห็นที่ดีขึ้นในที่มืด รวมถึงมี 6 ขาเพื่อรองรับมวลกล้ามเนื้อจำนวนมาก และเพื่อให้เคลื่อนที่ต้านแรงกดอากาศที่มากกว่าปกติ เพราะอากาศในแพนดอร่ามีคาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้นถึง 20% ทำให้การจะเคลื่อนที่หยุดหรือเดินไปด้านหน้านั้นควบคุมทิศทางยากขึ้น นอกจากนี้ อากาศที่มีสสารเข้มข้นกว่าปกติ ยังทำให้พวกมันเปลี่ยนจากการใช้จมูกมาหายใจทางเหงือกคล้ายกับปลา เพื่อกรองเอาธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเพียงพอ

นี่ยังไม่พูดถึงโครงสร้างภายในของสัตว์แต่ละชนิด ที่ทีมผู้สร้างได้ออกแบบโดยมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ ไม่ได้วาดขึ้นมาให้ดูสวยแค่อย่างเดียว เช่น ปีกของอิกรานที่มีลักษณะพิเศษ คือ ปลายปีกจะเป็นแผ่นแยกออกจากกันคล้ายขนนก ซึ่งแผ่นดังกล่าวได้วิวัฒนาการมาจากนิ้ว ช่วยให้ปีกต้านลมได้ดีขึ้น และบังคับทิศทางได้อิสระมากขึ้น เพื่อช่วยให้มันบินได้ท่ามกลางแรงกดอากาศอันเข้มข้นของดาวแพนดอร่านั่นเอง

อ่านมาทั้งหมดแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลยใช่ไหมครับว่านี่เป็นภาพยนตร์ไซไฟที่ฉายตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ผ่านมา 12 ปีแล้ว การออกแบบขั้นสุดยอด และเทคนิค CG ตระการตานี่เอง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Avatar ยังมีชีวิตอยู่ในใจของแฟนหนังทุกคน มาจนถึงตอนนี้ ก็ได้แต่หวังว่าป๋าเจมส์และทีมผู้สร้างจะทำตามสัญญา พาภาค 2 ออกสู่สายตาพวกเราได้ภายในปีหน้า (แต่เท่าที่ดูสถานการณ์ก็มีสิทธิ์เลื่อนสูงมาก เศร้า) เพราะดาวแพนดอร่านั้นช่างกว้างใหญ่ และยังเหลือความน่าอัศจรรย์ใจอีกมากมายรอให้หยิบยกมานำเสนอ

ไหน ๆ ก็เขียนมาถึงขนาดนี้แล้ว พี่ป๊อบจะทำบทความเกี่ยวกับสิ่งที่เรามีโอกาสได้เห็นใน Avatar 2 แยกไว้อีกบทความ ตามไปอ่านได้ที่เพจดูหนังกันเลยนะครับ