หนังแนว Post-Apocalyptic หรือหนังที่เล่าเรื่องราวหลังโลกล่มสลาย เป็นอีกประเภทของภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคโรคระบาดแบบนี้ หากพูดถึงชื่อประเภท หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นกับคำว่า “Post-Apoclyptic” มากนัก แต่ถ้ายกตัวอย่างขึ้นมาสัก 2-3 เรื่อง เช่น World War Z, Mad Max, Bird Box หรือ Avatar ก็คงพอจะนึกภาพออกใช่ไหมครับว่าหนังแนวนี้เป็นแบบไหน ส่วนใหญ่ก็จะเน้นนำเสนอเรื่องราวในอนาคต เมื่อโลกเกิดภัยพิบัตุ โรคระบาด โดนเอเลี่ยนบุก หรือสาเหตุอื่น ๆ จนทำให้สังคมที่เราอยู่แบบในปัจจุบันล่มสลายไป มนุษย์จะเอาตัวรอดและมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรท่ามกลางอุปสรรคนั้น

Chaos Walking หรือ “จิตปฏิวัติโลก” (ชื่อไทยฟังดูไม่น่าจ่ายเงินซื้อตั๋วเอาซะเลย แต่จริง ๆ หนังมันก็สนุกอยู่นะครับ) ก็เป็นหนึ่งในหนังแนว Post-Apocalyptic เช่นกัน แถมยังสร้างมาจากนวนิยายที่มีเซตติ้ง (Setting) น่าสนใจมากเสียด้วย เรื่องราวจะเกี่ยวกับอะไร ติดตามอ่านได้กันเลยครับ

บทความนี้เป็นการรีวิวแบบไม่มีสปอยล์

โลกที่เต็มไปด้วยน้อยส์เมื่อความคิดไม่ได้อยู่แค่ในสมอง

เรื่องราวใน Chaos Walking เกิดขึ้นในปีค.ศ. 2257 เมื่อมนุษย์ออกสำรวจจักรวาลและค้นพบดาวดวงหนึ่งที่มีสภาพแวดล้อมคล้ายโลก จึงส่ง “คนระลอกแรก” ลงไปสำรวจเพื่อตั้งถิ่นฐาน ทว่าเมื่อคนกลุ่มนั้นลงไปถึง กลับพบว่าดาวดวงนี้มีความสามารถพิเศษทำให้มนุษย์ผู้ชายเกิดสิ่งที่เรียกว่า “น้อยส์ (Noise)” ขึ้น น้อยส์นั้นมีลักษณะเป็นเหมือนคลื่นแสงสีรุ้งที่จะลอยออกมาจากหัว เมื่อมนุษย์เกิดความคิดใด ๆ ก็ตามขึ้นในสมอง ไม่ว่าจะมีสติหรือไม่มีสติก็ตาม บางครั้งก็ออกมาในรูปแบบเสียงอย่างเดียว บางครั้งคลื่นแสงเหล่านั้นก็รวมกันเป็นเหมือนภาพโปรเจกเตอร์ที่ฉายออกมาจากสมอง แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่เจ้าของความคิด นึกถึงสิ่งนั้นอย่างชัดเจนมากเท่านั้น ดังนั้นเซตติ้งของโลกนี้ก็เหมือนกับการที่เราเดินไปไหนก็ได้ยินเสียงความคิดที่อยู่ในหัวคนรอบข้างตลอดเวลา พอจะนึกภาพออกใช่ไหมครับว่ามันคงจะน่ารำคาญมาก ๆ มีแต่เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจเต็มไปหมด มนุษย์บนดาวนี้จึงเรียกคลื่นความคิดดังกล่าวว่า “น้อยส์ (Noise)” ที่แปลว่าเสียงรบกวนนั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือ น้อยส์นั้นเป็นเสียงจากความคิดของเราก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะควบคุมมันไม่ได้ หากฝึกควบคุมความคิดเยอะ ๆ หรือเป็นคนจิตแข็งไม่วอกแวกกับอะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว น้อยส์จะกลายเป็นจอโปรเจกเตอร์ส่วนตัวที่เราสามารถใช้ฉายภาพจำลองเสมือนจริงได้ และ “ภาพเสมือนจริง” ที่ว่านี้ บางครั้งก็หลอกตาให้คนอื่นคิดว่าเป็นของจริงได้ไม่ยาก เช่น ฉายภาพคนที่อยู่ในความทรงจำออกมาได้ทั้งร่าง รวมถึงสามารถบังคับให้ขยับไปมาได้ราวกับมีชีวิตตามที่เราคิดในหัว ใน Chaos Walking คนที่ควบคุมน้อยส์ได้เก่งจะแทบไม่มีใครได้ยินความคิดในสมองของเขาเลย ทั้งยังใช้ประโยชน์จากน้อยส์ในการสร้างภาพจำลองต่าง ๆ ได้มากมายด้วย

เซตติ้งนี้เป็นอะไรที่พี่ป๊อบได้ดูตอนแรกแล้วร้องว้าวเลยครับ เพราะมันเป็นไอเดียที่สร้างสรรค์และเหนือจินตนาการมาก ๆ เพราะสมองเป็นส่วนที่มีระบบการทำงานซับซ้อนที่สุดในร่างกายคนเรา และทำงานแทบจะตลอดเวลา (แม้แต่ตอนนอนสมองก็ไม่ได้ชัตดาวน์เหมือนคอมพิวเตอร์นนะครับ) เมื่อสร้างเงื่อนไขให้มนุษย์ไม่สามารถซ่อนความคิดในสมองตัวเองได้ องก์แรกของหนังจึงดูน่าสนุก และต่อยอดไปสู่ประเด็นอื่นได้อีกหลายแง่มุม

Storytelling ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นกับหนังเรื่องนี้

ทว่าเมื่อหนังดำเนินไปเรื่อย ๆ เข้าสู่องก์ที่สอง หรือส่วนที่ปมเนื้อเรื่องเริ่มถูกผูกเข้าหากัน พี่ป๊อบกลับรู้สึกเสียดายเซตติ้งที่เริ่มแรกอุตส่าห์ปูมาได้น่าสนใจมาก ๆ เพราะ “Storytelling” หรือวิธีที่ผู้กำกับและคนเขียนบทใช้ในการเล่าเรื่องราวของหนังเรื่องนี้ ทำออกมาแบบอ้างอิงนิยายต้นฉบับจนเกินไป ซึ่งคงต้องอธิบายก่อนว่า วัตถุดิบ (Source) ในการทำหนังนั้นสามารถหยิบมาได้จากหลายแหล่งครับ เช่น นวนิยาย สารคดี ข่าว หรือเรื่องราว/เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ทุกวัตถุดิบต้องถูกนำมาย่อย และรีไรท์บทใหม่ให้เหมาะกับการนำมาทำเป็นภาพยนตร์เสียก่อน ขั้นตอนของการรีไรท์นี่แหละครับที่คนเขียนบทหรือผู้กำกับสามารถเสริม เติม ตัด ย่อ หรือดัดแปลงฉากต่าง ๆ ให้ทุกอย่างถูกเล่าและจบภายใน 2-3 ชั่วโมง โดยให้เนื้อเรื่องสมดุลมากที่สุด ปัญหาของ Chaos Walking ฉบับภาพยนตร์ คือบทที่ถูกดัดแปลงมาแบบติดลักษณะของนิยายมามากเกินไป การเอาฉากในวรรณกรรมที่มีรายละเอียดเยอะมากกว่าตัวละครจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง มาย่อให้ทุกอย่างจบภายในไม่กี่นาที สิ่งที่ออกมาจึงดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล และบางครั้งก็ทำให้ผู้ชมเกิดความคิดว่า “ทำไมนายคนนี้ถึงทำแบบนั้น ไม่เห็นจะเมคเซ้นส์เลย” ภาพรวมของหนังจึงกลายเป็นเหมือนจะสนุก แต่ก็ไม่สุด เนื้อเรื่องเหมือนจะเข้มข้น แต่ก็มีบางอย่างแปลก ๆ ไทม์ไลน์ก็ดูงง ๆ เดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็ว ช่วงกลางไปจนถึงท้ายเรื่องจึงนับว่าน่าเสียดายมากครับ เมื่อเทียบกับองก์แรกที่เปิดมาได้อย่างน่าสนใจ

แต่ถ้าถามว่าคุ้มค่ากับการซื้อตั๋วไปดูไหม พี่ป๊อบก็จะตอบว่าคุ้มนะครับ เพราะถึงบทจะแอบงง ๆ ไปบ้าง แต่งานภาพคอมพิวเตอร์กราฟิก รวมถึงนักแสดงนำอย่างทอม ฮอลแลนด์ กับเดซี่ ริดลีย์ (นางเอกไตรภาคที่สามของ Star Wars) ก็ต้องยอมรับว่าทั้งหมดทำออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะฝีมือการแสดงของทอม ฮอลแลนด์ในเรื่องนี้ พูดได้เลยครับว่าช่วยให้หนังเป็นธรรมชาติขึ้นเยอะ บทไหนที่แปลก น้องแกก็เล่นให้ดูไม่แปลกได้ นับถือจริง ๆ

Chaos Walking เข้าฉายในโรงภาพนตร์มาตั้งแต่ 11 มีนาคม 2021 จนถึงตอนนี้ก็น่าจะใกล้ออกจากโปรแกรมฉายแล้ว เพราะมีหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Godzilla VS Kong จ่อคิวรออยู่ ใครอยากชื่นชมผลงานการแสดงของน้องทอมในโรง คงต้องรีบไปจัดสักทีก่อนจะไม่มีโอกาสนะครับ