ผ่านไปพักใหญ่แล้วหลังจากงาน Academy Awards ครั้งที่ 93 หรือ Oscars 2021 ได้จัดขึ้น แต่ควันหลงจากเวทีตุ๊กตาทองคำยังไม่จบง่าย ๆ เพราะหนังที่ชนะรางวัลหลาย ๆ เรื่องเพิ่งได้ลงแอปสตรีมมิงให้ชมกัน ไม่ว่าจะเป็น Minari หนังสัญชาติเกาหลีที่ได้รางวัลนักแสดงสมทบยอดเยี่ยม หรือ Two Distant Strangers หนังสั้นแห่งปีจาก Netflix รวมถึงเจ้าของรางวัลที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของวงการภาพยนตร์ Nomadland

คนไทยเราอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับศัพท์คำนี้นัก แต่จริง ๆ แล้ว “Nomad” แปลว่าคนที่ไม่มีบ้าน และมักจะเดินทางไปใช้ชีวิตค้างแรมในหลาย ๆ พื้นที่ คล้ายกับกองคาราวาน หรือคณะเดินทางในสมัยก่อน แตกต่างตรงที่โนแมดไม่ได้เดินทางเป็นหมู่คณะ แต่มักจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในรถตู้หรือรถบ้านของตัวเอง และพวกเขาก็ไม่อาจถูกเรียกว่าคนไร้บ้าน (Homeless) ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้ร่อนเร่อย่างไร้จุดหมาย เพียงแค่ไม่ได้มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งเท่านั้น ดังนั้นชื่อหนัง Nomadland จึงหมายถึงดินแดนของผู้คนที่จิตใจใฝ่หาการเดินทางเหล่านี้นี่เอง

SPOILER ALERT: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของหนัง

เรื่องย่อ: หญิงสาวผู้สูญเสียทุกความหมายในการมีชีวิตอยู่

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ เฟิร์น (แสดงโดย Frances McDormand นอกจากจะรับบทแสดงนำแล้ว ยังเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่องนี้ด้วย) หญิงสาวที่เคยทำงานอยู่ใน US Gypsum บริษัทผลิตยิปซัมขนาดใหญ่ในรัฐเนวาดา บริษัทนี้เคยยิ่งใหญ่ถึงขนาดมีเมืองขนาดย่อมชื่อว่า “เอ็มไพร์” และมีรหัสไปรษณีย์เป็นของตัวเอง แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งอาณาจักรนี้จะต้องปิดตัวลง ผู้คนต้องย้ายออกจากเมืองไปหางานใหม่ หมู่บ้านและโรงงานถูกทิ้งร้าง รหัสไปรษณีย์ถูกยกเลิก เฟิร์นเสียทั้งงาน เพื่อน ชุมชน และคนที่เคยรู้จักไปในเวลาพริบตาเดียว ซ้ำร้ายหลังจากนั้นไม่นาน สามีของเธอก็ยังมาเสียชีวิตจากไปอีกคน

ความโศกเศร้าทำให้เฟิร์นทำใจไม่ได้ และยังอาศัยอยู่ในเมืองนั้นอีกพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจขายข้าวของทุกอย่าง และซื้อรถตู้คันหนึ่งเพื่อออกเดินทางตามหาความหมายของชีวิตใหม่

ระหว่างทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวช่วงเทศกาลปีใหม่ที่บริษัท Amazon เฟิร์นได้พบกับเพื่อนร่วมงาน ลินดา เมย์ ซึ่งใช้ชีวิตในรถตู้เหมือนกัน ลินดาได้แนะนำให้เธอได้รู้จักกับแหล่งนัดพบกลางทะเลทรายในรัฐแอริโซนา ที่ซึ่งเหล่าโนแมดจะมาพบปะ สังสรรค์ แลกเปลี่ยนข้าวของ และมีคนคอยจัดหาอาหารให้ในระยะเวลาสั้น ๆ

ในการนัดพบชั่วคราวครั้งนั้น เฟิร์นได้ฟังเรื่องราวของเพื่อนพเนจรหลาย ๆ คน และพบว่าการออกเดินทางของทุกคนล้วนมีเหตุผลบางอย่าง บ้างสูญเสียลูกชาย บ้างก็อยากออกดูโลกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตายเพราะโรคมะเร็ง มีเรื่องราวมากมายซ่อนอยู่เบื้องหลังล้อรถตู้ทั้งสี่ล้อ และเฟิร์นก็เหมือนจะเข้าใจมากขึ้นว่าการเดินทางของเธอมีจุดหมายอยู่ที่ไหน

วิเคราะห์หนัง Nomadland พยายามจะสื่ออะไรกับเรา?

ปัญหาของหนังออสการ์ที่หลายคนน่าจะเคยเจอ คือหนังมันซ่อนสาระสำคัญไว้ลึกเสียจนคนดูวิเคราะห์ไม่ออกว่าผู้กำกับพยายามจะสื่ออะไร เรียกได้ว่าเป็นภาวะคล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ อย่าง Nomadland เนื้อเรื่องเหมือนจะโฟกัสไปที่การเดินทางของเฟิร์น แต่ถ้าเราสนใจเฉพาะการเดินทางอย่างเดียว เราจะไม่ได้สาระอะไรเลย นอกจากนั่งดูตัวเอกทำงาน ขับรถ เจอคนรู้จัก วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนบางคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้น่าเบื่อ แต่จริง ๆ สิ่งที่หนังต้องการสอนให้เราเข้าใจ คือเรื่องราวของการพบเจอและการจากลาต่างหาก

เฟิร์นเป็นตัวละครที่มีปมฝังใจเรื่องสามี เราะจะเห็นทั้งฉากที่เธอยังใส่แหวนแต่งงานอยู่แม้สามีจะตายจากไปนานแล้ว รวมถึงฉากที่เธอระบายออกมาว่า เธอไม่สามารถทำใจลืมสามีได้ลง เพราะเธอกับเขาไม่ได้มีลูกด้วยกัน หลังจากบริษัทถูกปิด และทุกคนย้ายออกจากเอ็มไพร์ เธอแทบจะไม่เหลืออะไรที่เป็นความทรงจำร่วมกับเขาเลยหากตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง นั่นคือเหตุผลที่เฟิร์นอยู่ที่บ้านเดิมต่ออีกพักใหญ่ แม้ว่ารอบข้างแทบจะกลายเป็นเมืองร้างแล้วก็ตาม

การสูญเสียนี้กลายเป็นปมที่ทำให้เธอไม่สามารถลงหลักปักฐานอยู่ที่ไหนได้นาน เพราะรู้สึกว่าหัวใจตัวเองล่องลอยไปไกลนับตั้งแต่วันที่สามีจากไป ถึงแม้ว่าจะมีใครหลายคนเสนอที่อยู่ใหม่ให้ แต่เธอไม่สบายใจที่จะอยู่ในบ้าน ไม่รู้สึกว่าตัวเองคู่ควรกับที่ไหน และไม่อยากรู้สึกผูกพันกับใครมาก ๆ จนต้องจดจำคนเหล่านั้นไปตลอดชีวิต เหมือนที่เธอฝังใจกับสามีอีกต่อไปแล้ว เฟิร์นคล้ายกับคนหลงทาง ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองไม่อยากอยู่ที่เดิมนาน ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงต้องออกเดินทางเช่นกัน

คำถามนั้นได้รับคำตอบในตอนท้ายของหนัง ในตอนที่บ๊อบ เวลล์ หัวหน้าที่คอยดูแลจุดนัดพบของโนแมดในแอริโซนาบอกกับเฟิร์นว่า สิ่งสำคัญในการเป็นโนแมด คือการที่เราไม่จำเป็นต้องบอกลาใครไปตลอดกาล เพราะแม้ว่าจะแยกทางกันไปแล้ว แต่ผ่านไปเป็นเดือน เป็นปี หรือหลายปี เราก็จะยังมีโอกาสกลับมาเจอเพื่อนหรือคนรู้จักคนเดิมอีกครั้งบนถนนที่เราเดินทางไป การเดินทางแบบนี้ก็แค่อีกรูปแบบหนึ่งของการใช้ชีวิตที่ทำให้เราสบายใจมากกว่า รวมถึงช่วยให้จัดการกับความโศกเศร้าที่เรากำจัดออกจากใจไม่ได้ด้วย เพราะการเดินทางทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง เรียนรู้ชีวิต และมูฟออนไปข้างหน้าเสมอ

Nomadland อาจจะไม่ใช่หนังฮีลลิ่งที่ดูแล้วช่วยเยียวยาจิตใจให้สดใส แต่รับรองว่าถ้าหากตั้งใจดู และเข้าใจทุกสาระสำคัญที่แต่ละฉากพยายามจะสื่อ คุณจะได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ของชีวิตแน่นอนครับ สำหรับใครที่ดูตอนฉายในโรงไม่ทัน ทาง TrueID มีให้รับชมแบบซับไทย ภาพคมชัดระดับ HD ดูหนังออนไลน์ได้ไม่ต้องออกไปเสี่ยงโควิดด้วยครับผม