หลังจากผ่านกุมภาพันธ์ที่แห้งเหี่ยวเพราะแทบไม่มีหนังเข้าโรงให้ดูมาแล้ว ถือว่ายังดีนะครับที่เดือนมีนาต้อนรับเราด้วยหนังที่แฟนแอนิเมชันหลายคนรอคอย แถมมีประเด็นดราม่าให้ชาวเน็ตถกเถียงกันเป็นกระแสอยู่พักหนึ่ง ใช่แล้วครับ เรากำลังพูดถึงเจ้าหญิงคนใหม่ของดิสนีย์ “Raya and the Last Dragon” หรือ “รายากับมังกรตัวสุดท้าย” วันนี้พี่ป๊อบจะมารีวิวแบบชนโรงให้อ่านกันว่าเรื่องนี้เป็นยังไง และเพราะอะไรถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังเจ้าหญิงที่สนุกที่สุดจากดิสนีย์

คำเตือน: บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (สปอยล์) จากหนัง Raya and the Last Dragon

รายาเจ้าหญิงคนแรกที่มาจากวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ใครที่เป็นแฟนดิสนีย์คงจะทราบดีอยู่แล้วว่าค่ายนี้ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาก ที่ผ่านมาดิสนีย์ได้ผลิตหนังแอนิเมชันซึ่งมีตัวเอกเป็นผู้หญิงจากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนผิวขาวชาติยุโรป/อเมริกัน อย่างสโนไวท์ ซินเดอเรลลา ราพันเซล หรือสาวโรมันอย่าง “เม็ก” จากเรื่อง Hercules มีไปจนถึงเจ้าหญิงจากเผ่าอินเดียนแดง “โพคาฮอนทัส” และนางเอกจากวัฒนธรรมจีน เพื่อนบ้านของเราที่เพิ่งมีหนังไลฟ์แอ็กชันของตัวเองไปเมื่อไม่นานมานี้ “มู่หลาน”

แต่สิ่งที่ทำให้แฟน ๆ ตื่นเต้นและรอคอยแอนิเมชันเรื่องใหม่มากที่สุด ก็คงเป็นเพราะเจ้าหญิงใหม่คนนี้จะเป็นตัวเอกตัวแรกของดิสนีย์ที่มาจากวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือก็คือมาเลเซีย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม รวมถึงประเทศไทยของเราด้วยนั่นเองครับ ดังนั้นองค์ประกอบในเรื่องจะค่อนข้างคุ้นตา และคงต้องบอกว่าเป็นประสบการณ์ใหม่มาก ๆ กับการได้เห็นหลาย ๆ อย่างในชีวิตประจำวันของคนไทยไปปรากฎอยู่ในหน้าจอหนังฟอร์มยักษ์จากค่ายตะวันตก ทำให้รู้สึกตื่นเต้นแบบอธิบายไม่ถูกเลยทีเดียว เช่น ฉากที่รายาเดินทางตามหา “ซีซู” มังกรตัวสุดท้ายในตำนาน และเธอต้องทำพิธีเพื่อเรียกจิตวิญญาณของซีซูออกมาด้วยการวางของเซ่นไหว้และกรวดน้ำ พร้อมกับสวดมนต์ภาษาโบราณไปด้วย ซึ่งจริง ๆ การกรวดน้ำนี่ไม่ได้มีแค่บ้านเราที่ทำนะครับ ศาสนาพุทธในประเทศอื่น ๆ (เช่น ทิเบต) ก็มีพิธีกรรมนี้เช่นกัน ทว่าด้วยความที่ทุกอย่างมันมาจากวัฒนธรรมที่คุ้นเคย ฉากกรวดน้ำของรายาจึงออกมาดูไทยสุด ๆ จนพี่ป๊อบถึงกับต้องสวดบทยะถาวาริวะหาฯ ตามไปด้วย (ฮา)

นอกจากพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว สถานที่ เสื้อผ้า หน้าตาตัวละคร หรือแม้แต่ชื่อก็ดูคุ้นหูคุ้นตาไปหมด อย่าง “บุญ” เด็กชายเจ้าของเรือที่รายาอาศัยโดยสาร เริ่มต้นการผจญภัยไปด้วยกัน หรือคนอื่น ๆ ในแก๊งอย่าง “น้อย” และ “ทอง” หรือแม้แต่สัตว์คู่ใจนางเอกก็ยังได้ชื่อว่า “ตุ๊กตุ๊ก” ซึ่งชื่อนี้ คุณฝน วีระสุนทร คนไทยที่เป็นหัวหน้าทีมออกแบบภาพของ Raya and the Last Dragon ให้ข้อมูลว่าได้แรงบันดาลใจมาจากรถตุ๊กตุ๊กของไทยจริง ๆ ทำให้เจ้าตุ๊กตุ๊กในหนัง นอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงคู่ใจแล้ว มันยังเป็นพาหนะที่พานางเอกเดินทางตามหาตำนานมังกรซีซูอีกด้วย

รายากับมังกรตัวสุดท้าย เรื่องย่อและรีวิว

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดู พี่ป๊อบขอเล่าเรื่องย่อสั้น ๆ ก่อนว่า Raya and the Last Dragon นั้นเป็นเรื่องราวของโลกสมมติที่ในอดีตเคยมีมังกรมากมายอาศัยอยู่ และมีหน้าที่สำคัญคือการดลบันดาลให้เกิดน้ำ รวมถึงสร้างสันติสุขให้กับสังคมมนุษย์ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อวันหนึ่งมีสิ่งที่เรียกว่า “ดรูน” เกิดขึ้น เจ้าดรูนนี่เป็นพลังมืดที่เกิดจากจิตใจไม่ดีของมนุษย์ มีความสามารถในการทำให้สิ่งมีชีวิตใด ๆ ที่ถูกมันกลืนกินกลายเป็นหิน เหล่ามังกรจึงต้องร่วมมือกันทำสงครามเผื่อกวาดล้างพวกดรูน ซึ่งก็ทำสำเร็จด้วยการรวบรวมพลังทั้งหมดผนึกวิญญาณร้ายไว้ในอัญมณี ทำให้คนที่เคยกลายเป็นหินหายจากคำสาป แต่ก็เฉพาะ “คน” เท่านั้นครับ เพราะมังกรทั้งหมดที่ถูกสาปในสงครามไม่เคยได้กลับมา เมื่อโลกปราศจากมังกร มนุษย์ก็แตกแยกกันออกเป็น 5 เผ่า แต่ละเผ่ามีชื่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมังกร ได้แก่ เขี้ยว กรงเล็บ สันหลัง หาง และหัวใจ เผ่าหัวใจนี้เองเป็นสถานที่ที่อัญมณีถูกเก็บรักษาไว้ อีกทั้งยังเป็นเผ่าบ้านเกิดของนางเอกอย่างรายาด้วย

จุดแตกหักของเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อท่านเจ้าเมือง พ่อของรายาต้องการรวบรวมทั้ง 5 เผ่าให้กลับมาเป็นแผ่นดินเดียวกัน ชื่อว่า “คูมันตรา” ดั่งในอดีต จึงเชิญตัวแทนจากทุกเผ่ามาพูดคุยที่เมืองของตัวเอง แต่เผ่าเขี้ยวกลับทรยศด้วยการพยายามแย่งชิงอัญมณีไปเป็นของตัวเอง จนเกิดการต่อสู้กันระหว่างทุกเผ่าขึ้น ทำให้อัญมณีหล่นแตกออกเป็น 5 ส่วน และปลดปล่อยดรูนออกมาอีกครั้ง อัญมณีทั้ง 5 ส่วนภายหลังแยกไปอยู่กับหัวหน้าของแต่ละเผ่า จึงทำให้รายาต้องออกผจญภัยตามหาเพื่อนำมันมาประกอบเข้าหากัน คืนชีพให้เสี้ยววิญญาณของมังกรตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ รวมถึงโลกที่ถูกพลังร้ายกลืนกิน

หนังเรื่องนี้น่าสนใจมากตรงที่ไม่มีพระเอกครับ เรื่องจะเน้นไปที่ตัวรายากับมิตรภาพและการผจญภัย ซึ่งต้องขอบอกว่านางเอกคนนี้ เป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ที่พี่ป๊อบชอบมากที่สุดแล้วครับ เพราะรายาเป็นหญิงแกร่ง มั่นใจในตัวเอง ต่อสู้เก่ง บางทีก็แอบมีมุมเจ้าคิดเจ้าแค้นด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่น่าประทับใจกว่านิสัยภายนอก ก็คือมุมอ่อนแอของเธอที่พี่ป๊อบคิดว่าทางผู้สร้างตีความออกมาได้ดี รายาเป็นเด็กสาวผู้มีสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Trust Issue” หรือมีปมเกี่ยวกับการเชื่อใจคนอื่น ปมนี้ได้มาจากการที่รายาถูก “นามารี” เจ้าหญิงของเผ่าเขี้ยวที่เคยเชื่อใจและคิดว่าเป็นเพื่อนทรยศ หลอกใช้ความเชื่อใจของเธอให้เปิดเผยที่ซ่อนอัญมณี จนนำมาสู่การปลดปล่อยดรูน ทำให้พ่อของเธอและคนอีกครึ่งโลกต้องกลายเป็นหิน เหตุการณ์นี้กระทบกระเทือนความรู้สึกรายามาก จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็น “ทรอม่า (Trauma)” หรือบาดแผลทางจิตใจ และส่งผลให้เธอกลายเป็นคนที่มี Trust Issue ตลอดมา นั่นจึงเป็นที่มาของบุคลิกมั่นอกมั่นใจในตัวเองมาก ๆ เพราะรายาจะไม่มีทางเชื่อใครอีกนอกจากตัวเองนั่นเองครับ

บุคลิกแบบที่กล่าวมาทำให้ตัวละครรายาดูกลมมาก ๆ และถึงแม้เธอจะทำอะไรที่ดูไม่สมเหตุสมผล แต่คนดูก็จะไม่โกรธเกลียดเธอมากนัก เพราะได้เห็นปูมหลังจนทำให้เข้าใจเหตุผลที่เธอไม่สามารถเชื่อใจใครได้แล้ว ทำให้ตลอดทั้งเรื่องเราจะไม่รู้สึกว่าเธองี่เง่าเลยครับ อีกทั้งยังเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ที่ให้อารมณ์แบบ “I’m not like other girls” ออกมาตลอดเวลา นอกจากงานกราฟิกที่นำเสนอวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกมาผ่านแอนิเมชันได้อย่างอลังการน่าประทับใจแล้ว การตีความตัวละครนี่แหละครับที่พี่ป๊อบคิดว่าดิสนีย์ทำส่วนนี้ออกมาได้ดี น่าชื่นชมมากทีเดียว

ในส่วนของงานภาพ แน่นอนว่าแปะป้ายดิสนีย์ก็ต้องออกมาดีอยู่แล้ว แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าองค์ประกอบบางอย่าง เช่น การตกกระทบของแสงเงา หรือพื้นผิววัตถุจะไม่ได้ออกมาละเอียดมากนัก เนื่องจากกระบวนการสร้างแอนิเมชันเรื่องนี้ ทีมงานและนักวาดกว่า 900 ชีวิตใช้วิธีทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เป็นส่วนใหญ่ ตามมาตรการกักกันและควบคุมไวรัสของบริษัท แต่ภาพรวมก็ไม่ใช่ว่าออกมาไม่ดีนะครับ CG ยังอลังการเหมือนเดิมจนไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นผลงานที่ผลิตผ่านทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว เมื่อรวมกับพลอตและตัวละครที่มีมิติมาก ๆ จึงกล่าวได้ว่า “รายากับมังกรตัวสุดท้าย” เป็นหนังแอนิเมชันที่ดิสนีย์ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจริง ๆ ครับ

Raya and the Last Dragon เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2564 และน่าจะยังอยู่ในโรงเรื่อย ๆ ไปจนถึงสิ้นเดือนนี้ ใครยังไม่ได้ดู บอกเลยครับว่าพลาดไม่ได้ เพราะเป็นครั้งหนึ่งที่วัฒนธรรมของไทยจะได้ไปปรากฎบนแอนิเมชันฟอร์มยักษ์จากฝั่งตะวันตก แถมแอบกระซิบบอกอีกอย่างว่าสกอร์ (Score) หรือเพลงบรรเลงที่ใช้ประกอบในหนังนั้นประพันธ์มาดีมาก ๆ ได้กลิ่นอายความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแบบที่เป็นสากล ซื้อตั๋วสักใบแล้วลองเข้าไปฟังกันได้นะครับ สำหรับวันนี้พี่ป๊อบขอลาไปก่อน ติดตามรีวิวหนังเรื่องอื่น ๆ ตามฉบับเว็บไซต์ดูหนังกันได้ในเพจเฟสบุ๊กของเรานะครับ ^^