เอ่ยคำว่า “ฟิล์มนัวร์” หลายคนอาจนึกถึงแค่หนังยุคเก่าที่นำเสนอผ่านภาพขาวดำ แต่จริง ๆ ฟิล์มนัวร์ไม่ใช่แค่รูปแบบการถ่ายทำเท่านั้น ทว่ายังเป็นประเภทหนึ่งของหนัง ไม่ต่างจากแอ็กชัน ไซไฟ แฟนตาซี หรืออื่น ๆ เลย และเมื่อพูดถึงหนังฟิล์มนัวร์ในตำนาน จะเป็นอะไรไปได้นอกจาก Sin City จริงไหมครับ บทความนี้พี่ป๊อบจึงจะพาทุกคนไปรู้จักกับฟิล์มนัวร์ผ่านเรื่องราวของหนังเรื่องนี้กัน

หนังฟิล์มนัวร์คืออะไร?

สำหรับแฟนหนังหน้าใหม่ที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับคำนี้มาก่อน ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) มีที่มาจากภาษาฝรั่งเศส โดยคำว่า “Noir” แปลว่าดำ หรือมืด ซึ่งความดำมืดนี้ก็หมายความถึงทั้งสีและเนื้อเรื่องของหนัง ที่เน้นสะท้อนให้เห็นด้านมืดในจิตใจมนุษย์ และมักจะเกี่ยวกับฆาตกรรม อาชญากรรม มิจฉาชีพ สภาพสังคมอันเละเทะ หรือการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ บรรยากาศภายในหนังออกแนวหม่น ๆ มัว ๆ ไม่สดใส กดดันให้ผู้ชมต้องดูด้วยความรู้สึกจริงจังกว่าหนังทั่วไป

หนังฟิล์มนัวร์ในยุคแรก ๆ ช่วง 1960-1970 ถูกทำเป็นขาวดำเพราะเทคโนโลยีการถ่ายทำที่ยังไม่ก้าวหน้ามากนักในขณะนั้น แต่หลังจากภาพยนตร์สามารถฉายแบบมีสีได้ รูปแบบการถ่ายทำแบบนัวร์ก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ ทำให้ในยุคหลังเริ่มมีการผลิตหนังฟิล์มนัวร์ที่ไม่ได้นัวร์จากการถ่ายทำ แต่เป็นการตัดต่อปรับสีทีหลัง และมีการเรียกหนังนัวร์ในช่วงหลังจาก 1970 เป็นต้นมาว่า “ฟิล์มนัวร์สมัยใหม่ (Neo Noir)”

ต่อมาฟิล์มนัวร์ก็ไม่ได้หมายถึงแค่รูปแบบการนำเสนอที่เป็นขาวดำอีกต่อไป แต่ยังหมายรวมถึงหนังแนวดาร์คที่เกี่ยวกับด้านมืดของมนุษ์ และสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวชวนสลดหดหู่ใจ หนังฟิล์มนัวร์สมัยใหม่เริ่มถูกนำไปผสมกับแนวอื่น ๆ เช่น โรแมนซ์ ไซไฟ แฟนตาซี กระทั่งแนวซุปเปอร์ฮีโร่ อย่าง Watchmen ของ Zack Snyder หรือหนังเกาหลีที่เพิ่งชนะรางวัลออสการ์ไปหยก ๆ อย่าง Parasite ก็ถือเป็นฟิล์มนัวร์เช่นกัน

Sin City ต้นฉบับหนังฟิล์มนัวร์ยุคใหม่

Sin City เมืองคนตายยาก เป็นเรื่องสั้น 4 เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองสมมติอันเต็มไปด้วยอาชญากรรมและการกระทำผิดกฎหมาย ชื่อ “Basin City” ในเมืองนี้มาเฟียเป็นผู้ถือครองอำนาจบาตรใหญ่ และมีย่านที่เรียกกันว่าเมืองเก่า (Old Town) ที่ซึ่งเป็นเขตการปกครองของเหล่าโสเภณี โดยที่ตำรวจไม่สามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งได้ เรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าในภาพขาวดำ ผ่านมุมมของตัวละครทั้ง 4 ตัว ได้แก่ จอ์น ฮาร์ติแกน นายตำรวจวัยใกล้เกษียณที่กล้าลุกขึ้นใช้กฎหมายต่อกรกับอำนาจมาเฟีย, มาร์ฟ อดีตนักโทษผู้เข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมที่เขาไม่ได้ก่อ, ดไวต์ แมคคาร์ทนี ชายหนุ่มคนรักของหัวหน้าโสเภณี และคนสุดท้ายคือมือปืนนิรนามที่หนังไม่ได้ระบุชื่อ

เรื่องราวของตัวละครเอกแต่ละคนเกิดขึ้นต่างที่ ต่างเวลา ทว่าทั้งหมดเชื่อมโยงกันอยู่ภายในเมืองเมืองเดียว พลอตคล้าย ๆ กับเมืองอาชญากรรมอย่าง Gotham City ในหนัง Batman ที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง สิ่งที่โดดเด่นของหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เนื้อเรื่องที่เข้มข้นชวนติดตามในทุก ๆ ฉากเท่านั้น แต่การนำเสนอผ่านภาพขาวดำนี่เองที่ทำให้เมืองคนตายยากกลายเป็นหนังต้นฉบับที่ใครหลาย ๆ คนยกให้เป็นที่สุดของแนวฟิล์มนัวร์

ด้วยความที่ฉากทั้งหมดเป็นเวลากลางคืน บวกกับการที่ตัวละครมักจะวนเวียนอยู่ในสถานที่และเหตุการณ์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น โดนตามล่า โดนจับขังคุก อยู่ท่ามกลางถนนเปลี่ยว ๆ หรืออยู่ระหว่างการสะกดรอยตามใครบางคน การทำซ้ำองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ผู้ชมเกิดความกดดันไปตลอดทั้งเรื่อง แถมหนังเรื่องนี้ยังเล่นกับอำนาจมืดที่ตำรวจต่อกรไม่ได้อย่างพวกมาเฟีย และใช้ตัวละครแบบแอนตี้ฮีโร่ (พระเอกที่เหมือนจะเป็นฮีโร่ แต่ก็ทำเรื่องผิดกฎหมาย เรียกง่าย ๆ ว่าฮีโร่สายดาร์ค) เมื่อนำทุกอย่างมารวมกัน Sin City จึงออกมาเป็นหนังที่เรียกได้ว่าสะใจสายฟิล์มนัวร์สุด ๆ

Misogyny จุดด้อยของหนังแนวฟิล์มนัวร์

อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ หนังฟิล์มนัวร์ยุคเก่าส่วนมาก (แต่ไม่ทั้งหมด) มักจะแฝงสิ่งที่เรียกว่า “Misogyny” หรือความเกลียดชังอคติต่อเพศหญิงไว้เสมอ อาจจะเพราะธรรมชาติของหนังแนวนี้เน้นสะท้อนด้านมือในจิตใจมนุษย์ บทของผู้หญิงส่วนใหญ่จึงมักจะตกเป็นเหยื่อ หรือไม่ก็เป็นฟันเฟืองชิ้นหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมขึ้น ทำให้เราพบเห็นการนำเสนอบทบาทในลักษณะกดขี่เพศหญิงในหนังฟิล์มนัวร์ค่อนข้างมาก

Sin City เองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน เพราะผู้หญิงแทบทุกคนที่แสดงในเรื่องนี้ ล้วนได้รับบทเป็นคนขายบริการทางเพศทั้งหมด มีเพียงแค่ 1-2 คนที่รับบทเป็นผู้หญิงธรรมดา รวมถึงเนื้อเรื่องที่เขียนมาให้ย่านเมืองเก่า (Old Town) เป็นเขตปกครองของเหล่าโสเภณี (ทั้งที่ผู้หญิงสามารถทำอาชีพอื่นได้) ก็ทำให้เกิดการถกเถียงในหมู่แฟนหนังมากพอสมควร

อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมนะครับว่าในปี 1970 จนถึงต้นปี 2000 เป็นช่วงที่สังคมอเมริกันและคนทั่วโลกยังไม่ได้ตระหนักถึงกระแสความเท่าเทียมทางเพศเหมือนปัจจุบัน ดังนั้นหนังส่วนใหญ่จะติดกลิ่นอายความเป็นปิตตาธิปไตย (ผู้ชายเป็นใหญ่) มาจากยุคก่อนก็ไม่แปลก จะเห็นได้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป เราก็มีโอกาสได้ดูหนังแนวฟิล์มนัวร์ที่นำเสนอเพศหญิงในบทบาทที่หลากหลายขึ้น เช่นใน Watchmen ตัวเอกซุปเปอร์ฮีโร่คนหนึ่งก็เป็นผู้หญิง หรือใน Parasite ก็ไม่ได้มีการนำเสนอบทผู้หญิงในลักษณะ Misogyny อีกต่อไปแล้ว ก็ตรงกับที่เขาบอกกันว่า ภาพยนตร์เป็นสื่อสะท้อนสังคมจริง ๆ ครับ เพราะหนังไม่ได้นำเสนอเพียงแค่เรื่องราวบนจอแก้วเท่านั้น แต่ยังทำให้เราเห็นทัศนคติที่แฝงมาจากยุคนั้น ๆ ด้วย

Sin City ก็เหมือนกับหนังเรื่องอื่น ๆ ที่มีทั้งข้อดีและข้อด้อย แต่ถ้าหากถามว่าคุ้มค่ากับการดูไหม พี่ป๊อบคิดว่าเพียงแค่ชื่อผู้กำกับ Frank Miller ก็สามารถการันตีคุณภาพได้แล้วนะครับ เพราะผลงานของเขาเรื่องอื่น ๆ อย่างเช่น 300, Batman: The Dark Knight Returns, The Wolverine ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหนังดังขึ้นชาร์ต Box Office ทั้งสิ้น ยิ่งในยุคโควิดครองเมืองแบบนี้ กับการได้มีหนังฟิล์มนัวร์ระดับตำนานให้นอนดูออนไลน์ได้ง่าย ๆ จากที่บ้าน รับรองว่า 2 ชั่วโมงของคุณจะไม่เสียเปล่าแน่นอนครับ