ช่วงนี้ซีรีส์ตีแผ่ราชวงศ์อังกฤษของเน็ตฟลิกซ์อย่าง “The Crown” กำลังมาแรง เพราะเพิ่งฉายซีซั่น 4 จบไปหมาด ๆ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้นได้ที่ และกระแสก็เป็นที่นิยมอย่างมากในไทย เพราะถูกนำไปเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน หลายคนอาจจะดูตอนล่าสุดจบไปแล้ว และอาจจะรู้สึกเซ็ง เพราะกว่าซีซั่นต่อไปจะมาก็ต้องรอตั้งปี 2022 พี่ป๊อบจึงนำหนังอีกเรื่องที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษเหมือนกันมารีวิวให้ฟังครับ

หมายเหตุ: The Other Boleyn Girl เป็นภาพยนตร์สร้างมาจากนวนิยายที่ประพันธ์อิงจากเรื่องราวตามประวัติศาสตร์ มีข้อมูลบางส่วนที่เป็นข้อเท็จจริง และบางส่วนก็ถูกแต่งเติมขึ้นตามจินตนาการของผู้เขียน ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่หนังเชิงสารคดีเหมือน The Crown นะครับ

ราชสำนักอังกฤษในปี 1500s

The Other Bolelyn Girl เป็นเรื่องราวการชิงรักหักสวาทอันฉาวโฉ่ในยุคสมัยของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ต้องเล่าก่อนครับว่าในสมัยนั้นอำนาจปิตาธิปไตย หรือชายเป็นใหญ่ในสังคมนั้นเข้มข้นมาก ผู้ชายต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว สืบทองวงศ์ตระกูล ผู้หญิงมีหน้าที่แต่งงานกับชายตระกูลอื่น เพื่อนำชื่อเสียงและทรัพย์สินมาสู่ครอบครัวตัวเองเท่านั้น ทำให้หลาย ๆ ครั้งลูกสาวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ ‘ไต่เต้า’ ไปสู่ฐานันดรที่ดีกว่าโดยผ่านการดองเป็นทองแผ่นเดียวกับตระกูลที่มียศถาบรรดาศักดิ์ และแน่นอนว่าในยุคของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จะมีใครทรงอำนาจและมากล้นไปด้วยเงินทองเท่ากับกษัตริย์ผู้ปกครองประเทศล่ะครับ ดังนั้นการได้ถวายตัวเข้ารับใช้ในวัง ได้เป็นภรรยาหรือสนมของกษัตริย์ (หรือรัชทายาท) จึงถือเป็นบันไดไปสู่ลาภยศที่รวดเร็วที่สุดแล้ว

อย่างที่บอกว่าความปิตาธิปไตยเข้มข้น ทำให้ธรรมเนียมที่ว่าผู้สืบทอดวงศ์ตระกูลต้องเป็นผู้ชายนั้นสำคัญมาก รวมถึงในราชสำนักเองก็เช่นกัน คือมันก็ไม่เชิงว่าผู้หญิงห้ามสืบสันตติวงศ์อย่างเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นผู้ชายก็จะตรงกับขนบประเพณีมากกว่า พอจะนึกออกกันใช่ไหมครับ ปัญหาเกิดขึ้นตรงนี้แหละ เพราะพระนางแคทเธอรีน ราชินีของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ณ ขณะนั้น ไม่สามารถให้กำเนิดทายาทที่เป็นลูกชายได้ หลังจากพยายามกันมาหลายปี ความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้กษัตริย์และราชินีหมางใจจนกระทั่งหมดรักกัน

The Other Boleyn Girl

พี่น้องโบลีน: ลูกสาวและประตูสู่พระราชวัง

พักเรื่องในวังไว้ก่อน ตัดภาพมาที่ตระกูลโบลีน (Boleyn) เป็นตระกูลชนชั้นสูงที่มีลูกทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วย แอนน์ (พี่สาวคนโต) แมรี่ (น้องสาวคนกลาง) และจอร์จ (น้องชายคนเล็ก) พล็อตเรื่องก็คล้าย ๆ ละครไทยเลยครับ แอนน์เป็นพี่สาวที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ขี้อิจฉาริษยา ส่วนแมรี่จะออกแนวนางเอกจิบน้ำส้ม อ่อนน้อม ยอมคน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้เป็นไปในทางที่ดีนะครับ เหมือนพี่สาวน้องสาวที่สนิทกันมากโดยทั่วไป อย่างน้อยก็ในตอนแรกก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าไปพัวพันกับกษัตริย์เฮนรี่ และแตกคอกันเพราะผู้ชายคนนี้ในภายหลัง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นด้วยความโลภของโธมัส โบลีน พ่อของทั้งสามพี่น้องที่กระหายในยศถาบรรดาศักดิ์ อยากมีฐานันดรมากกว่าตำแหน่งเอิร์ลที่เป็นอยู่ จริง ๆ เอิร์ล (Earl) นับว่าเป็นชนชั้นขุนนางระดับต้น ๆ ทีเดียวนะครับ เป็นรองก็แค่มาร์ควิส (Marquees) และดยุค (Duke) ซึ่งเหนือไปกว่าดยุคก็คือคิงและควีนแล้ว ดังนั้นฐานะของครอบครัวโบลีนจึงไม่ได้ถือว่าขี้เหร่อะไรเลย แต่ด้วยความหิวอำนาจ ทำให้โธมัสพยายามจะให้แอนน์ไปหว่านเสน่ห์ใส่กษัตริย์เฮนรี่ เพราะถ้าหากมัดใจและมีลูกชายให้เขาได้สำเร็จ แอนน์จะถือเป็นสนมเอกที่มีอำนาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระราชินี และตระกูลโบลีนจะกลายเป็นขุนนางแถวหน้าในราชสำนัก ในฐานะต้นตระกูลของ เจ้าชายรัชทายาทนั่นเอง

แต่เรื่องกลับไม่เป็นไปตามแผน เมื่อความเป็นสาวมั่นของแอนน์นั้นไม่ค่อยตรงสเป็คพระเจ้าเฮนรี่สักเท่าไหร่ (ตามสไตล์ผู้ชายยุคโบราณน่ะครับ มักจะชอบสาว ๆ ที่อ่อนน้อม อยู่ในโอวาทมากกว่า) และพระองค์กลับตกหลุมรักกับแมรี่ น้องสาวของแอนน์แทน ทั้งยังสั่งให้เธอเข้าถวยตัวรับใช้ ทั้ง ๆ ที่แมรี่นั้นแต่งงานมีสามีเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว เมื่อแมรี่ถูกส่งตัวเข้าวัง แอนน์ก็ตามไปด้วย ความอิจฉาริษยาที่เห็นน้องได้ดีกว่า ความไม่รู้จักพอของกษัตริย์เฮนรี่ และอำนาจของขุนนางในพระราชวัง ก็ทำให้เรื่องราวของบัลลังก์รักหักสวาทได้เริ่มต้นขึ้น

The Other Boleyn Girl
ขอบคุณภาพจาก https://www.mercurynews.com/

การรวมตัวกันของนักแสดงดัง

นอกจากเสื้อผ้าหน้าผม เซ็ตติ้งฉาก และงานโปรดักชันที่ทำออกมาสวยงาม ได้กลิ่นอายของความเป็น ‘Old British’ เต็ม ๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจ นั่นก็คือนักแสดงมากหน้าหลายตาที่เรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปของวงการฮอลลีวูดทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนางเอกของเรื่อง แมรี่ รับบทโดยสการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในบทบาทของ Black Widow ทั้งยังมีนาตาลี พอร์ตแมน (รับบทแอนน์) เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (รับบทเป็นสามีเก่าของแมรี่) และเอ็ดดี้ เรดเมย์น ในเรื่องนี้เอ็ดดี้รับบทเป็นวิลเลียม สแตฟฟอร์ด ซึ่งเอาจริง ๆ ถึงแม้จะเป็นตัวละครที่มีบทบาทอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าบทค่อนข้างน้อย หรือจะเรียกว่าเป็นนักแสดงสมทบก็ได้ครับ (ดีกว่าตัวประกอบขึ้นมาหน่อย) บทสามีเก่าของแมรี่ที่เบเนดิกต์ได้เล่นก็ได้ออกกล้องไม่กี่ฉากเช่นเดียวกัน นับว่า The Other Boleyn Girl เป็นหนังที่ใช้นักแสดงได้ค่อนข้างสิ้นเปลืองทีเดียวครับ ฮ่า ๆ

The Other Boleyn Girl
ขอบคุณภาพจาก Pinterest: Rob Martinez

สำหรับใครที่อยากจะตามไปดู พี่ป๊อบกระซิบบอกไว้ก่อนว่าหนังค่อนข้างมีความ Promblematic (มีประเด็นที่อาจก่อให้เปิดปัญหาในสังคม) เยอะพอสมควร เช่น ค่านิยมของปิตาธิปไตย การคบชู้ นอกกาย นอกใจ ไปจนถึงการริดรอนสิทธิสตรี และปัญหาเรื่องของความยินยอม (Consent) ในความสัมพันธ์ด้วย อย่างเช่นในตอนที่พระเจ้าเฮนรี่สั่งให้แมรี่ถวายตัวเข้ารับใช้ในวัง ตัวแมรี่เองก็ไม่ได้ยินยอมพร้อมใจเลยครับ เพราะเธอไม่อยากนอกใจสามีตัวเอง แต่ก็ขัดอะไรไม่ได้เพราะเป็นประสงค์ของพระราชา อย่างไรก็ตาม เราก็เข้าใจได้ว่าหนังฉายตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งในช่วงนั้นการตระหนักรู้ถึงปัญหาสังคมก็ยังไม่กว้างขวางนัก ดังนั้นระหว่างดูก็ควรมีวิจารณญาณกันด้วยนะครับ และถ้าหากชื่นชอบบทความแนะนำหรือรีวิวหนังแบบนี้อีก ก็สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ดูหนังกันดอทคอม หรือเพจเฟสบุ๊กของเราก็ได้ครับ