The Shape of Water กำกับโดยผู้กำกับชาวเม็กซิกัน Guillermo del Toro และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี จากเวทีออสการ์ในปี 2017 หนังนำเสนอเรื่องราวความรักของ Elisa (แสดงโดย Sally Hawking) สาวใบ้ที่ทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในหน่วยงานลับของรัฐบาล กับสัตว์ประหลาดจากแถบลุ่มน้ำอเมซอนที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ครึ่งปลา (แสดงโดย Doug Jones) โดยเซ็ตติ้งในเรื่องโลกกำลังเผชิญอยู่กับสงครามเย็นในช่วงปี 1960s

นอกจากพล็อตเรื่องแปลกประหลาดชวนงงแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องได้รับรางวัลออสการ์ นั่นก็คือสัญญะที่แฝงอยู่ภายในฉากต่าง ๆ ของเรื่อง ซึ่งถ้าหากเราดูเผิน ๆ อาจจะมองไม่เห็นถึงความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังฉากเหล่านั้น วันนี้พี่ป๊อบจึงมาถอดสัญญะให้อ่านกัน พอเข้าใจแล้วจะต้องร้อง “ว้าว” แน่นอนครับ

ตัวละครในเรื่องแทนสัญลักษณ์

เรื่องราวในหนังจะแสดงให้เห็นถึงกลุ่มคนที่ต่างชนชั้นกัน โดยมีเส้นความสมบูรณ์แบบเป็นเกณฑ์วัด นางเอก Elisa ผู้เป็นใบ้ มีเพื่อนร่วมงานชื่อ “Zelda” พนักงานทำความสะอาดผิวสี และเพื่อนร่วมห้อง Giles เกย์ชราหัวล้าน ทุกคนคือตัวแทนของกลุ่มคนชายขอบที่สังคมไม่ยอมรับ นอกจากนี้ยังมีตัวร้ายของเรื่องก็คือ Strickland หัวหน้างานผู้ใช้ชีวิตตามแบบ “ชีวิตในฝันของชาวอเมริกัน (American Dream)” ซึ่งหากใครที่เคยดูหนังเรื่อง American beauty ก็จะเข้าใจความหมายของคำนี้ดี กลุ่มคนชายขอบไม่ได้เป็นเพียงคาแร็กเตอร์ที่ถูกใส่เข้ามาเท่านั้น แต่ตลอดทั้งเรื่องยังมีเหตุการณ์การกดขี่ของระบบชนชั้นให้เห็นอยู่เสมอ

the shape of water

สัตว์ประหลาดผู้มาทำลายและเติมเต็มความสมบูรณ์แบบ

สัตว์ประหลาดอเมซอนได้เข้ามาในชีวิตของกลุ่มคนที่ไม่สมบูรณ์ และเติมเต็มสิ่งที่พวกเขาขาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราจะได้เห็นฉากช่วยตัวเองของ Elisa ที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการ และความขาดในเรื่องเกี่ยวกับเซ็กซ์ ซึ่งข้อความที่หนังต้องการจะสื่อก็คือ เซ็กซ์นั้นเป็นเพียงเรื่องราวความฝันสำหรับคนใบ้อย่างเธอ แต่เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ก็ได้เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ Elisa ต้องการให้ รวมถึงเพื่อนร่วมห้องหัวล้านอย่าง Giles ที่เพียงแค่สัมผัสมือของสัตว์ประหลาด ก็ทำให้ผมของเขายาวขึนมาทันที สัตว์ประหลาดไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ของการเติมเต็มความสมบูรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสัญลักาษณ์ของการทำลายด้วย โดยเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เจ้าครึ่งปลาตัวนี้ได้กัดนิ้วของ Strickland จนขาด และพยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถต่อให้กลับมาติดกันได้ เปรียบเทียบได้กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เติมเต็มบางอย่างให้คนชายขอบ แต่กลับช่วงชิงบางอย่างไปจากชนชั้นปกครองนั่นเอง

the shape of water

ชายผู้เกิดอารมณ์ทางเพศกับความเงียบ

Strickland ตัวละครที่เรียกได้ว่าเป็น “Villain” หรือตัวร้ายของเรื่อง เวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยาตัวเองเขาจะมีรสนิยมอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบปิดปากเธอไม่ให้ส่งเสียงอยู่เสมอ ทำให้เมื่อได้มาเจอกับ Elisa ที่เป็นใบ้ การที่เงียบและไม่ส่งเสียงมันทำให้เขามีอารมณ์ทางเพศอย่างมาก จนเกิดเหตุการณ์ที่พยายามล่วงละเมิดทางเพศเธอ ส่วนนี้ของหนัง ถ้าเราดูแบบไม่คิดอะไร อาจจะเข้าใจว่าตัวร้ายก็เป็นแค่โรคจิตบ้ากามคนหนึ่ง แต่หากถอดสัญญะออกมา จะพบว่าหนังพยายามสื่อสารว่า “ทุกคนต่างมีความไม่สมบูรณ์แบบในตนเอง” เดิมทีชายผู้นี้คือสัญลักษณ์แห่งกรอบของอเมริกันดรีมที่มักกดขี่คนที่แตกต่างและต่ำต้อยกว่าพวกเขา ความพ่ายแพ้ของเขาจึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งเปลี่ยนแปลงของสังคม

the shape of water

สีแห่งอนาคตและความก้าวหน้า

ตลอดเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้ เราจะได้รับความรู้สึกเหมือนว่าอยู่ใต้มหาสมุทรตลอดเวลา นั่นเป็นเพราะการเลือกใช้สีของผู้กำกับ ที่ตั้งใจเลือกใช้สีที่อยู่ในโทนเขียว ฟ้า และน้ำทะเลเป็นส่วนใหญ่ เพราะสีเขียวคือสัญลักษณ์แห่ง “อนาคต” ตัวละครที่สังคมไม่ยอมรับต่างก็ถูกนำเสนอผ่านสีเขียวทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ฉาก หรือในบริบทอื่น ๆ

Giles เพื่อนของ Elisa ได้รับบทที่มีอาชีพเป็นศิลปิน และมีโอกาสได้รับงานวาดภาพสื่อโฆษณาขนม Jell-O ในตอนแรกเขาลงสีขนมเป็นสีแดง แต่เมื่อเขานำไปให้เจ้านายดู เจ้านายของเขากลับบอกให้เขาเปลี่ยนเป็นสีเขียวทันทีที่เห็น โดยให้เหตุผลว่า “สีเขียวเป็นสีแห่งอนาคต” นี่แสดงให้เห็นว่า ตัวละครที่สังคมไม่ยอมรับคือตัวแทนของความก้าวหน้าซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในยุค 1960s และการที่เจ้านายปฏิเสธไม่ให้ใช้สีแดง คือการปฏิเสธความแตกต่างที่คนชายขอบพยายามสร้างขึ้น

ขณะเดียวกัน จะเห็นได้ว่าบางฉากมีการพยายามเอาสีแดง ซึ่งเป็นคู่สีตรงข้ามของสีเขียวมาใส่ เพื่อให้เห็นถึงความคอนทราสต์ระหว่างทั้งสองสี สีแดงเป็นสัญลักษณ์ของความรัก และถูกผู้กำกับนำมาใช้กับนางเอกของเรื่อง Elisa ผู้เป็นตัวแทนแห่งความรักเช่นเดียวกัน

ในตอนเริ่มเรื่อง Elisa ไม่ได้สนใจอะไรในเรื่องการแต่งตัวมากนัก แต่พอเธอได้พบสัตว์ประหลาด ทำให้เริ่มมีความสนใจในความรักขึ้นมา และการที่เธอเป็นสาวใบ้ ก็สื่อถึงการที่ไม่สามารถออกความคิดเห็นอะไรในสังคมได้ ความโดดเดี่ยวอ้างว้างทำให้เธอโหยหาความสัมพันธ์กับคนอื่น จนค่อย ๆ เปิดรับความรู้สึก เปิดใจให้เจ้าคนครึ่งปลาอย่างช้า ๆ สัญญะตรงนี้ถูกสื่อออกมาผ่านการใช้สีแดงในหลาย ๆ ฉาก เช่น ตอนที่เธอจ้องมองไปที่รองเท้าแดงเพราะอยากได้รับการยอมรับ ตลอดจนการแต่งกายของเธอที่ค่อย ๆ มีสีแดงแต่งแต้มมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากได้รับการยอมรับในตัวตนโดยสัตว์ประหลาด 

the shape of water

สังคมไร้เสียงและความรัก

การที่ Elisa เป็นใบ้ไม่ได้แปลว่าเธอคือตัวละครเดียวที่ไม่สามารถสื่อสารได้ เพราะในภาพยนตร์เรื่องนี้มีตัวละครที่ไม่สามารถพูด หรือแสดงถึงสิ่งที่ตนต้องการได้อีกมากมาย อย่าง Giles ชายรักร่วมเพศที่มักไปร้านฟาสต์ฟูดร้านเดิมซ้ำ ๆ เพียงเพื่อที่จะพูดคุยกับชายหนุ่มที่ตนหลงรัก หรือเช่นเดียวกับ Zelda ที่ไม่สามารถสื่อสารกับสามีเธอถึงสิ่งที่ต้องการเกี่ยวกับเรื่องเพศได้ ทำให้เห็นว่าตัวละครในเรื่องหลาย ๆ ตัว แม้จะพูดเปล่งเสียงได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสื่อสารสิ่งที่ตนต้องการออกมาได้อยู่ดี และความเงียบในลักษณะนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นในสังคมโลกเรา ณ ปัจจุบันเช่นกัน

ความสัมพันธ์ระหว่าง Elisa กับสัตว์ประหลาด จึงนับว่าเป็นความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ระหว่างคนสองคนที่ ‘ไม่มีใคร’ อย่างแท้จริง ทำให้สามารถมองข้ามข้อบกพร่องของอีกฝ่าย และเอาชนะกำแพงทางภาษาไปได้

the shape of water

ด้วยสัญลักษณ์มากมายที่ซ่อนไว้ ทั้งในสี ตัวละคร และ Miss en scene (การจัดวางองค์ประกอบภาพ) ต่าง ๆ ในเรื่อง ทำให้ภาพยนตร์ The Shape of Water ไม่ได้เพียงแต่เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องเหมือนนิยายรักทั่วไป แต่กลับแฝงไปด้วยนัยยะ สัญญะต่าง ๆ มากมาย เปรียบได้กับผลงานศิลปะที่ยอดเยี่ยมชิ้นนึงเลยก็ว่าได้ รีวิวหนังวันนี้ขอลาไปพร้อมกับประโยคที่เป็นใจความสำคัญของเรื่องในตอนจบ ซึ่งสัตว์ประหลาดได้กล่าวถึง Elisa ไว้ว่า

เมื่อคิดถึงเธอ สิ่งแรกที่หวนกลับมาในหัวคือบทกวีหนึ่งซึ่งเขียนโดยคนในอดีตที่กำลังตกหลุมรักใครสักคนเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว

“รูปร่างของเธอเป็นสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ว่าเป็นแบบไหน ฉันพบว่าเธอห้อมล้อมฉันเอาไว้ตลอดเวลา การมีอยู่ของเธอทำให้ดวงตาฉันมองเห็นเพียงความรัก ทำให้หัวใจของฉันอ่อนเปลี้ย
เธอคือทุกสิ่งทุกอย่าง”