ข่าวล่ามาแรงสำหรับซีรีส์ House of the Dragon หรือภาค Prequel (เหตุการณ์ก่อนเริ่มต้นเนื้อเรื่องหลัก) ของ Game of Thrones เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ได้ยินชื่อเรื่องนี้มานานพอสมควรแล้ว เพราะหลังจากฉายภาคสุดท้าย (ที่ได้รับเสียงตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่) HBO ผู้สร้างก็ออกมาประกาศว่ากำลังจะสร้างภาคต่อซึ่งเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 300 ปีก่อนหน้ามหาศึกชิงบัลลังก์ จากนั้นข่าวคราวก็หายเงียบ ไม่มีการประกาศอะไรออกมาต่อ ทำเอาแฟน ๆ งงกันไปถ้วนหน้าว่าตกลงภาค Prequel นี้จะมีอยู่จริงไหม ในที่สุดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ออฟฟิเชียลก็ได้ออกมาแจ้งอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับซีรีส์นี้แล้วครับ

โดยเฟสบุ๊กและทวิตเตอร์ของ Game of Thrones ได้ออกมาประกาศว่าซีรีส์ House of the Dragon จะเริ่มสร้างภายในปี 2564 ซึ่ง ‘เริ่มสร้าง’ ในที่นี้น่าจะหมายถึงส่วนของบทและการถ่ายทำ กล่าวคือช่วงของโปรดักชัน และโพสต์โปรดักชัน (ขั้นตอนของการตัดต่อ ใส่คอมพิวเตอร์กราฟฟิก และขั้นตอนก่อนนำออกอากาศ) ส่วนช่วงพรีโปรดักชัน หรือช่วงเตรียมการก่อนถ่ายทำนั้นน่าจะเริ่มต้นไปได้สักพักแล้วครับ เพราะมีการปล่อยคอนเซ็ปต์อาร์ต พร้อมกับมีการประกาศตัวนักแสดงคนแรกที่ได้รับการแคสต์มาเล่นเป็น “กษัตริย์วิเซริส (King Viserys Tagaryen)” แล้วด้วย ซึ่งก็คือ Paddy Considine นักแสดงชาวอังกฤษผู้เคยมีผลงานภาพยนตร์มาแล้วหลายสิบเรื่อง

ในส่วนของคอนเซ็ปต์อาร์ตที่ปล่อยออกมา สร้างเสียงฮือฮาให้แฟน ๆ พอสมควรครับ เพราะเป็นภาพคอนเซ็ปต์ของมังกร 2 ตัว ซึ่งว่ากันว่าคือ “ซันไฟร์ (Sunfyre)” และ “คาราเซส (Caraxes)” มังกรของเอกอนที่ 2 กษัตริย์ผู้ปล้นบัลลังก์เหล็กมาจากพี่สาวตัวเอง และแดมอน ทาแกเรียน เจ้าของฉายา “เจ้าชายกบฎ” ซึ่งในภายหลังทั้งสองคนนี้จะกลายมาเป็นตัวละครที่มีบทบาทมากในเนื้อเรื่อง แน่นอนว่ารวมถึงมังกรของพวกเขาด้วยเช่นกัน

ภาพมังกรจากคอนเซ็ปต์อาร์ต

นอกจากลายเส้นอันสวยงามแล้ว สิ่งที่หลายคนอยากรู้เกี่ยวภาพคอนเซ็ปต์นี้ คือมังกรทั้งสองตัวมีความสำคัญอย่างไร และจะปรากฎในฉากใดในซีรีส์ House of the Dragon บ้าง พี่ป๊อบจึงจะนำเรื่องราวของเจ้าสองตัวนี้มาเล่าให้ฟังกันครับ

Game of Thrones - Dragons
ขอบคุณภาพจาก https://www.theverge.com/

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ดินแดนเวสเทอรอสใน House of the Dragon จะค่อนข้างแตกต่างจากที่เราเคยเห็นกันใน Game of Thrones เพราะในสมัย 300 กว่าปีก่อนที่ตระกูลทาแกเรียนยังครองบัลลังก์นั้น มังกรยังไม่สูญพันธุ์ และเชื้อพระวงศ์แต่ละคนก็มีมังกรเป็นของตัวเองไว้ขี่แทนม้าเลยทีเดียว สิ่งที่น่าสนใจคือ มังกรแต่ละตัวก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ตั้งแต่ลักษณะภายนอกยันนิสัย เช่นเดียวกับใน Game of Thrones “โดรกอน” มังกรตัวเอกของเดอแนริส ทาแกเรียนเอง ก็มีขนาดใหญ่กว่าพี่น้องอีก 2 ตัว และมีความเป็นจ่าฝูงชัดเจน ดังนั้นจึงคาดหวังไว้ได้เลยครับ ว่าในภาค Prequel นี้ เราจะมีโอกาสได้เห็นกองทัพมังกรจำนวนหลายสิบตัว และ “Dragon Fight” หรือการต่อสู้ระหว่างมังกรด้วยกันเองแน่นอน

ซันไฟร์: มังกรทองคำ

ซันไฟร์ (Sunfyre) เป็นมังกรของเอกอนที่ 2 หรือกษัตริย์ที่ครองบัลลังก์เหล็กในขณะนั้น (300 ปีก่อนเรื่องราวใน Game of Thrones จะเกิดขึ้น) ตามตำนานซึ่งอ้างอิงมาจากเนื้อเรื่องในหนังสือ ‘Fire and Blood’ ของ George R. R. Martin ซันไฟร์เป็นมังกรที่ได้ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดในโลก จนได้ฉายาว่า “Sunfyre the Golden” หรือแปลเป็นไทยว่า ซันไฟร์มังกรทองคำ เลยทีเดียว

ซันไฟร์ (Sunfyre) - House of the Dragon, Game of Thrones Prequel
ขอบคุณภาพจาก Official Facebook & Twitter: GameofThrones

จริง ๆ ลักษณะของซันไฟร์ที่ว่ากันว่าสวยงามนักหนานั้น เป็นเพราะทั้งลำตัวของมันปกคลุมด้วยเกล็ดสีทอง ผิวหนังส่วนที่เชื่อมระหว่างปีกเป็นสีชมพู (แต่คอนเซ็ปต์อาร์ตทำออกมาเป็นมังกรสีส้มซะงั้น) เมื่อบินอยู่บนท้องฟ้า แสงอาทิตย์จะส่องกระทบเกล็ดจนแวววาวเป็นประกาย แม้แต่เปลวไฟที่พ่นออกมาก็เป็นสีทองด้วย แต่ว่าตรงข้ามกับความสวยงาม ความสามารถในการต่อสู้ของซันไฟร์กลับเรียกได้ว่าไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก เมื่อเทียบกับ “เวการ์” หรือ “คาราเซส” มังกรของสมาชิกตระกูลคนอื่นที่ทั้งอายุมากกว่า ตัวใหญ่กว่า และผ่านสงครามมาเป็นจำนวนมาก และด้วยความอ่อนประสบการณ์ศึกนี้เอง ทำให้ในสงครามระหว่างทาแกเรียนที่เมือง Rook’s Rest (อ่านเนื้อเรื่องเต็มได้ที่ House of the Dragon ปฐมบทแห่งตระกูลทาแกเรียน) ซันไฟร์ถูกมังกรของเรนิส ทาแกเรียน ทำร้ายจนเกือบตาย ถูกฉีกปีกออกจนเกือบขาด เช่นเดียวกับกษัตริย์เอกอนที่ 2 ที่บาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้ครั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจาก “The Dance of Dragons” ชื่อที่ใช้เรียกสงครามชิงบัลลังก์ในตระกูลทาแกเรียนจบลง ซันไฟร์ก็เป็นมังกรตัวสุดท้ายที่เหลือรอดมาจากมหาศึกดังกล่าว แม้ว่าจะตายหลังจากสงครามจบลงเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็ถือว่าเป็น ‘The Last Survivor’ ตัวหนึ่งในประวัติศาสตร์

คาราเซส: มังกรเลือด

คาราเซส (Caraxes) นั้นแตกต่างจากซันไฟร์ราวฟ้ากับเหวเลยครับ เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ถ้าซันไฟร์เป็นม้าที่สง่างาม คาราเซสก็เป็นม้าศึกที่น่าเกรงขาม ด้วยลำตัวสีดำและเกล็ดสีแดงเข้ม รวมถึงประสบการณ์สงครามอย่างโชกโชน ทำให้มันได้ฉายาว่าเป็น “มังกรเลือด (The Blood Wyrm)” นอกจากนี้อายุก็แตกต่างกันมากเช่นกัน แม้จะไม่มีตัวเลขเป๊ะ ๆ ระบุไว้ แต่ George R. R. Martin ก็เคยอธิบายว่าซันไฟร์ถือเป็นมังกรที่ยังหนุ่ม แม้จะมีพละกำลังมากตามประสาวัยรุ่น แต่ก็ยังเทียบชั้นกับคาราเซสที่เป็นมังกรโตเต็มวัย แถมยังเคยสู้ชนะสงครามใหญ่ตอนทาแกเรียนรบกับชาวดอร์นมาแล้ว (ตระกูลที่ปกครองคอร์นคือมาร์เทล (Martell) ซึ่งเป็นตระกูลที่เราคุ้นเคยใน Game of Thrones นั่นเอง)

คาราเซส (Caraxes) - House of the Dragon, Game of Thrones Prequel
ขอบคุณภาพจาก Official Facebook & Twitter: GameofThrones

อีกหลักฐานที่ยืนยันประสบการณ์ศึกของคาราเซสได้ดี คือ มันเป็นมังกรที่เคยผ่านเจ้าของมาแล้ว 2 คนด้วยกัน ได้แก่ เอมอน ทาแกเรียน และแดมอน ทาแกเรียน ซึ่งก็เป็นแม่ทัพของทาแกเรียนทั้งคู่ ในเรื่องนี้ ยิ่งมังกรเคยมีเจ้าของมาหลายคนมากเท่าไหร่ หมายความว่ามันอายุมาก และยิ่งน่าเกรงขามมากขึ้นเท่านั้นครับ เพราะเมื่อเราพูดถึงอายุของมังกร เราไม่ได้พูดในหลักสิบปีเหมือนมนุษย์ แต่เราพูดกันเป็นหลักร้อย ๆ ปี และการที่มังกรตัวหนึ่งจะใช้ชีวิตผ่านสงครามมาได้ยาวนานขนาดนั้น นั่นหมายถึงมันต้องมีความเก่งกาจมากทีเดียว

ตามเนื้อเรื่อง ซันไฟร์และคาราเซสไม่เคยประจันหน้ากันนะครับ แต่คาดว่าที่ HBO ปล่อยภาพคอนเซ็ปอาร์ตของสองตัวนี้ออกมาก่อน เพราะเป็นมังกรที่รับบทเป็น ‘Mount’ หรือสัตว์พาหนะของทาแกเรียนที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้จะมีมังกรที่มีบทบาทอีกตัว คือ “เวการ์ (Vhagar)” ซึ่งถือเป็นตัวที่โหดที่สุดเหนือมังกรทาแกเรียนทั้งปวง เพราะเป็นตัวเดียวที่มีชีวิตมายาวนานตั้งแต่สมัยเอกอนผู้พิชิต (Aegon The Conqueror) หรือกษัตริย์องค์แรกของทาแกเรียนที่สร้างบัลลังก์เหล็กขึ้น

ย่อหน้าก่อน พี่ป๊อบบอกว่าคาราเซสนั้นน่าเกรงขามเพราะเคยมีเจ้าของมาแล้ว 2 คนใช่ไหมครับ แต่เวการ์ มังกรสีซีดในตำนานตัวนี้ เคยมีเจ้าของมาแล้วมากถึง 4 คน อายุมากกว่า 180 ปี และขนาดลำตัวใหญ่เป็นสองเท่าของคาราเซสเลยด้วยซ้ำ

มาถึงตรงนี้ก็แทบจะอดใจรอชมศึกระหว่างมังกร และสงครามชิงบัลลังก์ของทาแกเรียนไม่ไหวแล้วครับ ใจหนึ่งก็ตื่นเต้นมาก แต่อีกใจก็แอบกลัวออกมาบ้งเหมือน Game of Thrones ภาคสุดท้ายเหมือนกัน แต่ถึงเนื้อเรื่องจะออกมาไม่ดีขนาดไหน ด้วยโปรดักชันของ HBO ที่เราเคยเห็นมาแล้วในหลาย ๆ เรื่อง อย่างน้อยก็สามารถการันตีได้แล้วว่างานภาพต้องออกมาอลังการแน่นอนครับ