เวลาดูซีรีส์หรือหนังแนวสืบสวนสอบสวน เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยเห็นตัวละครที่รับบทเป็น นักจิตวิทยา กันไหมครับ แม้จะไม่แพร่หลายนัก แต่ก็มักจะโผล่มาบ้างในบางเรื่อง นักจิตวิทยาที่ว่านี้ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่จิตแพทย์ แต่เป็นผู้ที่ศึกษาในด้าน Criminal Psychology (จิตวิทยาอาชญากรรม) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่ศึกษาจิตใจเบื้องลึกของผู้ที่ก่ออาชญากรรม และนำมาปรับใช้กับการสืบคดีในปัจจุบัน ซีรีส์ที่พี่ป๊อบจะนำมาเล่าให้ฟังจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของนักจิตวิทยาอาชญากรเหล่านี้นั่นเอง

คำเตือน: บทความนี้มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย ความรุนแรง และอาชญากรรม

จากนักเจรจาสู่การศึกษาจิตใจฆาตกร

ขอบคุณภาพจาก vanityfair.com

ตัวละครเอกในเรื่อง Mindhunter มีชื่อว่า “โฮลเดน ฟอร์ด” เดิมทีเขาเป็นเจ้าหน้าที่นักเจรจาของ FBI ซึ่งคอยปฏิบัติหน้าที่เมื่อมีสถานการณ์วิกฤติเกิดขึ้น และตำรวจจำเป็นต้องเจรจากับอาชญากรหรือคนร้าย เช่น การจับตัวประกัน การขู่กรรโชกต่าง ๆ เป็นต้น วันหนึ่งโฮลเดนได้ลงพื้นที่เพื่อเจรจากับผู้ชายคนหนึ่งที่ก่อเหตุจับตัวประกัน แต่ไม่ว่าจะทำตามทฤษฎีอย่างไรสถานการณ์ก็ไม่คลี่คลาย สุดท้ายเรื่องจบลงตรงที่ตัวประกันรอดมาได้ แต่ผู้ก่อเหตุยิงตัวเองตายด้วยปืนลูกซอง ตามหลักการแล้วความปลอดภัยของตัวประกันถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็จริง แต่การตัดสินใจของเขาทำให้ตัวประกันต้องเห็นภาพน่าสยดสยอง และอาจกลายเป็นบาดแผลทางจิตใจ (Trauma) ไปตลอดชีวิต โฮลเดนรู้สึกแย่ และพยายามคิดว่าเพราะเหตุใดเหตุการณ์ในวันนั้นถึงไม่สามารถจบลงแบบที่ทุกคนปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจได้ แต่เขาก็หาหลักการอะไรมารองรับความผิดของตัวเองไม่ได้เลย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เหตุเดียวที่เหลืออยู่ก็คือผู้ก่อเหตุแค่ควบคุมตัวเองไม่ได้ และเป็นบ้าไปแล้วเท่านั้น

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะงง ๆ ว่า การที่คนร้ายฆ่าตัวตาย มันก็เป็นเรื่องปกติที่น่าจะเกิดขึ้นในเหตุการณ์ตัวประกันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วพระเอกจะคิดมากทำไมนัก? ใช่ครับ มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่พี่ป๊อบอยากให้นึกภาพตัวละครที่เชื่อมั่นในทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาก ๆ และทำหน้าที่ได้ดีมาตลอด แต่เมื่อเจอกับอาชญากรที่เปิดการ์ด “บ้า” ขึ้นมา ทฤษฎีเหล่านั้นกลับกลายเป็นศูนย์ ไม่มีอะไรใช้ได้สักอย่าง เพราะคนที่ต้องจัดการกลายเป็นบ้า ไม่มีสติสัมปชัญญะ จิตใจบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว โฮลเดน ณ ขณะนั้นจึงเกิดความรู้สึกว่า “แล้วทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่ไหน?” และ “ต้องทำยังไงเราถึงจะควบคุมสถานการณ์แบบนี้ได้?” ขึ้นมา

ขอบคุณภาพจาก deadline.com

ความอยากรู้อยากเห็นนี้ทำให้เขาสังเกตได้ว่า แท้จริงแล้วอาชญากรทุกคนล้วนมีพฤติกรรมที่เป็นรูปแบบ (Pattern) บางอย่าง ไม่ว่าสภาพจิตใจจะเข้าขั้นเป็นบ้าหรือปกติดีก็ตาม และถ้าหากเราสามารถศึกษาจนเข้าใจแบบแผนนี้ เราก็จะเข้าใจทุกอย่างของอาชญากรในที่สุด และความรู้ตรงส่วนนี้จะมีประโยชน์มากในวงการตำรวจ โฮลเดนจึงเป็นคนแรกที่ตั้งหน่วย พฤติกรรมศาสตร์ ขึ้นใน FBI ด้วยความช่วยเหลือของคู่หูของเขา “บิลล์ เทนช์” จากนั้นจึงทำการศึกษา Criminal Psychology ด้วยการสัมภาษณ์ฆาตกรที่อยู่ในเรือนจำ จนกระทั่งได้ข้อมูลที่นำไปใช้ในการไขคดีได้จริง และนำไปสู่ก้าวแรกของ FBI ในการนำแขนงจิตวิทยามาใช้ร่วมกับการสืบคดี

การเล่าเรื่องแบบดราม่าน้อย สาระมาก

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากของ Mindhunter คือโทนในการเล่าเรื่องครับ เราอาจเคยดูเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงมากมาย แต่ด้วยความที่พล็อตเหล่านั้นอยู่ในรูปแบบของ “ซีรีส์” ซึ่งเป็นสื่อบันเทิง ทำให้ผู้สร้างจำเป็นต้องปรับให้มันเข้ากับความบันเทิงด้วยการเพิ่มความดราม่าเข้าไปเยอะ ๆ บิดข้อเท็จจริงตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ให้เรื่องมีความน่าสนใจมากขึ้น หรือแม้แต่เทคนิคในการตัดต่อเองก็ตาม ดังที่เราจะได้เห็นจากซีรีส์อิงประวัติศาสตร์หลาย ๆ เรื่อง เช่น เรื่องราวของเจ้าหญิงไดอาน่าและพระราชินีอลิซาเบธใน The Crown เป็นต้น แต่สำหรับ Mindhunter ต้องของบอกว่ามู้ดแอนด์โทนมีความเป็นสารคดีมากจริง ๆ ครับ ถึงแม้จะมีดราม่ามาแจมบ้างพอให้ดูสนุกแบบหอมปากหอมคอ แต่เมื่อเข้าสู่พาร์ทของสาระ ซีรีส์เรื่องนี้ทำได้อย่างถึงแก่นจนแทบจะเรียกได้ว่า “เนิร์ด” เลยทีเดียว ทั้งทฤษฎีแน่น บทถูกนำเสนออกมาอย่างจริงจัง เรียกได้ว่าซีเรียสจนบางครั้งถึงกับต้องสคิปกลับไปฉากที่แล้วเพื่อฟังสิ่งที่ตัวละครอธิบายอีกรอบเลยทีเดียว ดังนั้น สำหรับใครที่เบื่อความดราม่า และกำลังมองหาซีรีส์เชิงสารคดีที่เป็นสารคดีจริง ๆ เรื่องนี้ตอบโจทย์มาก ๆ ครับ

ขอบคุณภาพจาก kinetoscope.com

Mindhunter อาจไม่มีซีซั่น 3?

ปัจจุบันเรื่องนี้มีให้ชมทั้งหมด 2 ซีซั่น และอาจพูดได้ว่าเนื้อเรื่องสามารถจบภายในสองภาคนี้ได้ แต่ก็ยังเหลือเรื่องราวอีกมากมายให้เล่าต่อในซีซั่นที่ 3 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทางผู้สร้าง David Fincher (ผลงานของเขาที่เรารู้จักกันดีคือเรื่อง Gone Girl) ก็ออกมาบอกว่า Mindhunter อาจจะยังไม่มีภาค 3 ในเร็ว ๆ นี้ เพราะเขากำลังทุ่มเทเวลาให้กับซีรีส์ในคลังเรื่องอื่นอย่าง Love, Death & Robots Season 2 และโดยส่วนตัวลุงฟินเชอร์แกค่อนข้างเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสต์มาก ทำให้กว่าจะได้ซีรีส์คุณภาพออกมาสักเรื่องนั้นใช้เวลานาน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับแฟน ๆ แผนกพฤติกรรมศาสตร์ที่อาจจะต้องรอไปอีกมากกว่า 5 ปี ซึ่งพี่ป๊อบก็อยากจะบอกคุณเขาเหลือเกินครับว่า “รอนานไม่ว่า แต่ขอให้มาก็แล้วกัน” ฮ่า ๆ

ช่วงนี้กระแสซีรีส์แอบซบเซา เพราะหลายกองผลิตผลงานล่าช้าเนื่องด้วยสถานการณ์โควิดในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงซีรีส์ชูโรงเรื่องดัง ๆ อย่าง The Crown หรือ Stranger Things ก็เพิ่งฉายจบไปไม่นาน ที่พอจะเป็นกระแสฮิตอยู่ในตอนนี้ก็มีแค่ Queen’s Gambit และ Bridgerton ถ้าหากใครว่าง ๆ ไม่มีซีรีส์ดู พี่ป๊อบก็ขอฝาก Mindhunter ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะครับ ช่วยกันดูเยอะ ๆ เผื่อซีซั่น 3 จะมาไว ๆ ^^